ไวยากรณ์
ตั้งแต่ Present Simple ไปจนถึงอนุประโยคคุณศัพท์และประโยคเงื่อนไข แยกย่อยจุดสำคัญของไวยากรณ์อังกฤษทีละข้อพร้อมประโยคตัวอย่างจริง เข้าใจกฎและใช้เป็น
ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if ใช้ยังไง? ทำความเข้าใจ Zero Conditional และ First Conditional ในครั้งเดียว
สรุปแล้วต้องใช้ will ใน if-clause หรือไม่? บทความนี้จะพาคุณไปแยกแยะความแตกต่างระหว่าง Zero Conditional (พูดถึงความจริงทั่วไป) และ First Conditional (พูดถึงอนาคตที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง) พร้อมเคล็ดลับง่ายๆ ในการตัดสินใจว่าประโยคไหนควรใช้ Present Tense เพื่อให้คุณเขียนประโยคที่ใช้ if ได้อย่างถูกต้องทุกครั้งนับจากนี้
Zero Article: เมื่อไหร่ที่ไม่ต้องใช้ the หรือ a เลย?
เมื่อเรียนรู้การใช้ a / an / the แล้ว ด่านต่อไปก็คือ “เมื่อไหร่ที่ไม่ต้องใส่ทั้งสามตัวเลย” บทความนี้จะช่วยสรุปกรณีการใช้ Zero Article ที่พบบ่อยที่สุดให้คุณ เช่น คำนามพหูพจน์ทั่วไป, นามนับไม่ได้ทั่วไป, มื้ออาหาร, กีฬา, ภาษา, go to school, by bus โดยแต่ละหัวข้อจะมีตัวอย่างประโยคที่เข้ากับระดับ A2 พร้อมตัวอย่างที่ถูกและผิด และปิดท้ายด้วยเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณวิเคราะห์ได้ในวินาทีเดียว
wish และ if only: วิธีพูดแสดงความเสียดายและความปรารถนา "อยากให้ตอนนั้น..." เป็นภาษาอังกฤษ
อยากพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า "ฉันหวังว่าจะพูดภาษาอังกฤษได้" หรือ "รู้งี้ไม่น่าทำแบบนั้นเลย" ใช่ไหม? กุญแจสำคัญอยู่ที่การเลือก tense ตามหลัง wish บทความนี้จะใช้ 3 สถานการณ์ง่าย ๆ เพื่อสอน 3 วิธีการใช้ wish และ if only พร้อมแจกเคล็ดลับการเลือก tense ได้ถูกต้องภายในวินาทีเดียว
คู่มือ Third Conditional ฉบับสมบูรณ์: วิธีพูดว่า "รู้อย่างนี้..." ด้วย If I had known…
“รู้อย่างนี้พกร่มมาก็ดี” “ถ้าวันนั้นได้อ่านหนังสือก็คงสอบผ่านไปแล้ว” — ความรู้สึกเสียดายและการสมมติถึงเหตุการณ์ในอดีตเหล่านี้ ในภาษาอังกฤษเราจะใช้ Third Conditional บทความนี้จะสอนโครงสร้างประโยค If + had p.p., would have p.p. และการเชื่อมโยงกับโครงสร้าง wish พร้อมแจกตารางสรุปประโยคเงื่อนไขทั้ง 3 แบบ ให้คุณเข้าใจได้ง่ายๆ และนำไปใช้พูดได้ทันที
there is / there are: ขั้นตอนแรกในการพูดภาษาอังกฤษว่า "มี..."
หากอยากพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า "มีกาแฟหนึ่งแก้วอยู่บนโต๊ะ" หรือ "มีคนสองคนอยู่ในห้อง" ขั้นตอนแรกก็คือการใช้ there is / there are บทความนี้จะสอนวิธีเลือกว่าจะใช้รูปเอกพจน์หรือพหูพจน์อย่างไร วิธีสร้างประโยคปฏิเสธและประโยคคำถาม รวมถึงเคล็ดลับการสังเกตโดย "ดูคำนามที่ตามมาข้างหลังก่อน" ที่จะช่วยให้ผู้เริ่มเรียนระดับ A1 สามารถเข้าใจและนำไปใช้งานได้ทันที
เจาะลึก because, when, if, although: เปลี่ยนประโยคสั้นให้กลายเป็นความคิดที่สมบูรณ์ด้วย 4 คำเชื่อม
อยากพูดว่า 'เพราะฝนตกฉันเลยอยู่บ้าน' แต่พูดได้แค่ประโยคสั้นๆ สองประโยคใช่ไหม? เพียงเรียนรู้ 4 คำเชื่อมรองอย่าง because, when, if, although คุณก็สามารถอธิบายเหตุผล เวลา เงื่อนไข และความขัดแย้งให้ชัดเจนได้ในประโยคเดียว บทความนี้จะสอนวิธีใช้คำเชื่อม วิธีวางไว้ต้นประโยคหรือกลางประโยค และเมื่อไหร่ที่ต้องใส่เครื่องหมายจุลภาค พร้อมตัวอย่างที่ถูกและผิด รวมถึงเคล็ดลับการจำง่ายๆ
running ทำไมถึงมี n เพิ่มอีกตัว? กฎการเปลี่ยนตัวสะกด 3 ข้อในการเติม -ing / -ed
run เติม -ing เป็น running, make เป็น making, study เป็น studied การเปลี่ยนแปลงตัวสะกดเหล่านี้ล้วนมีหลักเกณฑ์ที่อธิบายได้ เพียงเข้าใจกฎ 3 ข้อ ได้แก่ doubling, silent-e ตัด e, และพยัญชนะ + y เปลี่ยนเป็น i คุณก็จะไม่สะกดคำกริยาผิดอีกต่อไปในแต่ละ tense
If I were you... ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2: พูดเรื่องที่ "ตรงข้ามกับความจริง" ให้เป็นธรรมชาติและสละสลวย
อยากพูดว่า "ถ้าฉันมีเงิน ฉันจะไปเที่ยวรอบโลก" แต่ดันติดขัดใช่ไหม? ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 มีไว้ใช้สำหรับสมมติสถานการณ์ที่ตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบันโดยเฉพาะ เพียงแค่หนึ่งสูตร เคล็ดลับเล็กๆ ของ were และทริคการสังเกตง่ายๆ ก็ช่วยให้คุณพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติและคล่องแคล่วทันที
วิธีใช้ประโยค Reported Speech? 「ถอย tense กลับไปหนึ่งก้าว」 เพียงขั้นตอนเดียว เปลี่ยนคำพูดของคนอื่นให้เป็น He said that…
เมื่อเพื่อนพูดว่า "ฉันเหนื่อยมาก" และคุณต้องการนำไปบอกต่อคนอื่น ภาษาอังกฤษจะทำให้ tense ถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว จำขั้นตอนหลักนี้ไว้: เมื่อเปลี่ยนจาก Direct Speech เป็น Reported Speech, Present Tense จะถอยเป็น Past Tense (say→said, am→was) จากนั้นก็เปลี่ยนคำสรรพนามและคำบอกเวลาตามไปด้วย ตารางเปรียบเทียบเพียงแผ่นเดียวก็เอาอยู่ทั้งหมด
มักจะสร้าง Reported Questions ผิดอยู่บ่อยๆ ใช่ไหม? ทำความเข้าใจเรื่องโครงสร้างประโยคและ Tense ของ He asked me where I lived ทั้งหมดได้ในครั้งเดียว
การนำคำถามของคนอื่นไปเล่าให้บุคคลที่สามฟัง ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Reported Questions โดยคำถามแบบ Yes/No จะใช้ if/whether ส่วนคำถามแบบ Wh- จะคงคำแสดงคำถามไว้ ซึ่งทั้งสองแบบจะต้องเปลี่ยนลำดับคำกลับเป็นแบบประโยคบอกเล่า ตัดกริยาช่วยออก และถอย Tense ไปอดีตหนึ่งขั้น ฝึกฝนขั้นตอนเล็กๆ ทั้งสามนี้ให้ชำนาญ แล้วคุณจะไม่สะดุดกับการสร้าง Reported Questions อีกต่อไป
Tag Questions ใช้งานอย่างไร? กฎการสลับขั้ว 'หน้าบอกเล่า หลังปฏิเสธ, หน้าปฏิเสธ หลังบอกเล่า' ข้อเดียวที่จะช่วยให้คุณเข้าใจ …, isn't it?
เมื่อพูดจบประโยคแล้วอยากจะลงท้ายด้วยคำว่า 'ใช่ไหม?' ในภาษาอังกฤษจะใช้ Tag Questions เช่น …, isn't it? บทความนี้จะใช้กฎการสลับขั้วเพื่อช่วยให้คุณจับหลักได้ง่าย ๆ: ถ้าข้างหน้าเป็นบอกเล่าข้างหลังเป็นปฏิเสธ ถ้าข้างหน้าเป็นปฏิเสธข้างหลังเป็นบอกเล่า พร้อมสอนวิธีเลือกใช้คำกริยาช่วยให้ถูกต้อง รวมถึงเคล็ดลับการออกเสียงสูงต่ำอย่าง 'เสียงสูงคือการถามจริง ๆ ส่วนเสียงต่ำคือการขอความเห็นพ้อง' อ่านจบแล้วคุณจะกล้าเติมประโยคคำถามลงท้ายสั้น ๆ นี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติแน่นอน
some หรือ any? much หรือ many? วิธีเช็กด่วน 2 ขั้นตอนสำหรับคำบอกปริมาณ
อยากพูดว่า “ฉันมีเพื่อนอยู่บ้าง” หรือ “คุณมีเวลาเท่าไหร่?” แต่กลับสับสนและติดขัดระหว่าง some/any หรือ much/many ใช่ไหม? บทความนี้ใช้ ‘วิธีตัดสิน 2 ขั้นตอน: ดูคำนามนับได้/นับไม่ได้ก่อน แล้วค่อยดูรูปแบบประโยค’ พร้อมตัวอย่างประโยคที่ถูกต้องมากมาย ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องคำบอกปริมาณได้อย่างชัดเจนในครั้งเดียว และพูดได้อย่างมั่นใจไม่ลังเลอีกต่อไป
Present Simple vs Present Continuous: ถามประโยคนี้ก่อน แล้วจะไม่ใช้ผิด
"ฉันเรียนทุกวัน" กับ "ฉันกำลังเรียนอยู่ตอนนี้" ในภาษาอังกฤษดูคล้ายกันแต่เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้จะใช้คำถามง่ายๆ เพียงข้อเดียวช่วยคุณแยกแยะระหว่าง Present Simple และ Present Continuous พร้อมอธิบายเรื่องคำบอกสัญญาณ (Signal words) ข้อยกเว้นของคำกริยาแสดงสภาพ (Stative verbs) และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย อ่านจบแล้วจะเข้าใจและเลือกใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติทันที
Present Perfect Tense (have + กริยาช่อง 3): สรุปแล้วกำลังพูดถึงเวลาไหนกันแน่? แยกแยะได้ในประโยคเดียว
Present Perfect Tense เป็น tense ที่น่าปวดหัวที่สุดสำหรับผู้พูดภาษาจีน เพราะไม่มีโครงสร้างที่ตรงกันโดยสมบูรณ์ในภาษาจีน บทความนี้จะใช้คำถามง่ายๆ อย่าง "ในประโยคมีจุดเวลาในอดีตที่ชัดเจนหรือไม่" เพื่อช่วยให้คุณแยกแยะความแตกต่างระหว่าง Present Perfect Tense และ Past Simple Tense พร้อมทั้งรวบรวมคำบอกเวลาอย่าง for/since และ already/yet ซึ่งหลังจากอ่านจบแล้ว คุณจะเข้าใจได้ทันทีว่ากำลังพูดถึงช่วงเวลาใด
Present Perfect Continuous: ทำมาตลอด ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ หรือเพิ่งจะหยุดทำ
have been + V-ing คือ Tense ในภาษาอังกฤษที่ใช้อธิบาย 'กระบวนการ' ได้ดีที่สุด มันช่วยบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าเหตุการณ์นั้นดำเนินมานานแค่ไหนแล้ว ตอนนี้อาจจะยังทำอยู่ หรือเพิ่งจะหยุดลงแต่ยังมีร่องรอยหลงเหลืออยู่ บทความนี้จะใช้ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดในชีวิตประจำวัน เพื่อสอนวิธีแบ่งการใช้งานร่วมกับ Present Perfect พร้อมมอบเทคนิคการแยกแยะง่าย ๆ ที่นำไปใช้ได้ทันที
Past Simple Tense: คำกริยาปกติเติม -ed, กริยา be อย่าง was/were และจำ 11 คำกริยาอปกติที่ใช้บ่อยที่สุด
Past Simple Tense ใช้พูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน 「เมื่อวานนี้ สัปดาห์ที่แล้ว ปีนั้น」 ที่ดูเหมือนง่ายแต่กลับมีกับดักใหญ่ 2 อย่างคือ ท่องจำคำกริยาอปกติได้ไม่แม่นยำ และการลืมเปลี่ยนคำกริยากลับเป็นรูปเดิมเมื่อมี did/didn't บทความนี้จะใช้หลักการสังเกตคำบอกเวลาเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจหลักการเติม -ed ของคำกริยาปกติ และการใช้ was/were ได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งจดจำกลุ่มคำกริยาอปกติที่ใช้บ่อยที่สุดอย่าง go→went และ have→had ทั้งเซ็ต อ่านจบแล้วคุณจะกล้าเปิดปากพูดถึงเรื่องราวในอดีตได้อย่างมั่นใจ
Past Perfect Tense ใช้อย่างไร? เคล็ดลับเดียวเข้าใจเรื่อง 'เหตุการณ์ที่เกิดก่อนในอดีต' ได้ทันที
เมื่อมีสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต จะทำอย่างไรให้คนอื่นมองปราดเดียวก็รู้ว่าเหตุการณ์ไหนเกิดก่อนเกิดหลัง? คำตอบคือ Past Perfect Tense (had + Past Participle) จำเคล็ดลับง่ายๆ นี้ไว้: เหตุการณ์ที่เกิดก่อนใช้ had ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังใช้ Past Simple Tense เพียงเท่านี้ ลำดับเหตุการณ์ก่อนหลังก็ชัดเจนทันที
Past Continuous Tense: ใช้ when และ while เชื่อม 2 เหตุการณ์ในอดีตเข้าด้วยกัน
เมื่อพูดถึงเรื่องในอดีต มักจะมีเหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่ และมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นแทรกขึ้นมาทันที โครงสร้าง was/were + V-ing มีไว้เพื่อใช้อธิบายเหตุการณ์ที่ “กำลังดำเนินอยู่” ในขณะนั้น แล้วใช้ when และ while เชื่อมทั้งสองเหตุการณ์เข้าด้วยกัน บทความนี้จะสอนสูตร วิธีการใช้งานที่แตกต่างกัน พร้อมเคล็ดลับเด็ดที่ช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้ในวินาทีเดียว
Passive Voice ง่ายนิดเดียว: be + Past Participle ควรใช้ตอนไหน?
ไม่ว่าจะอ่านข่าว อ่านคู่มือการใช้งาน หรือคุยเรื่องงาน เราก็พบเจอ Passive Voice ได้ทุกที่ บทความนี้จะพาคุณไปเข้าใจโครงสร้าง be + Past Participle ได้อย่างง่ายดาย ด้วยวิธีการแปลงประโยคใน 3 ขั้นตอน, ตารางเปรียบเทียบในแต่ละ Tense และเคล็ดลับการตัดสินใจอย่าง 'ถ้าผู้กระทำไม่สำคัญ ก็ให้ใช้ Passive' แถมไขข้อข้องใจเรื่องการใช้ by ครบจบในที่เดียว
โครงสร้างประโยคแบบ Participle: แต่งประโยคให้สวยงามด้วยสองรูปแบบท้ายคำ V-ing และ p.p.
อยากรวมประโยคสองประโยคเข้าด้วยกันให้เป็นภาษาอังกฤษที่กระชับและสละสลวยยิ่งขึ้นใช่ไหม? โครงสร้างประโยคแบบ Participle คือคำตอบ เรียนรู้วิธีการลดรูปประโยคย่อยด้วย V-ing (กระทำเอง) และ p.p. (ถูกกระทำ) พร้อมเคล็ดลับการพิจารณาง่ายๆ อย่าง 'ฉันเป็นผู้กระทำหรือเปล่า?' ไม่ว่าจะมีอีกกี่ประโยคก็รับมือได้สบาย พร้อมตัวอย่างการใช้ที่ถูกและผิด และวิธีทดสอบ
Non-defining relative clause: แค่ใส่ comma ความหมายก็เปลี่ยนทันที
ประโยคเดียวกัน แต่การใส่หรือไม่ใส่ comma ทำให้ความหมายแตกต่างกันอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ Non-defining relative clause ผ่านประโยคตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: เมื่อไหร่ที่ควรใส่ comma เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม, ทำไมถึงใช้ that ไม่ได้, และอนุประโยคแบบไหนที่หากตัดออกแล้วจะเกิดปัญหา พร้อมเปรียบเทียบกับ Defining relative clause เพื่อให้คุณจับจุดสังเกตและเข้าใจได้อย่างแม่นยำในครั้งเดียว
have to、must、should: แยกความแตกต่างของ 3 คำที่แปลว่า「ต้อง/ควร」ในภาษาอังกฤษให้เข้าใจชัดเจนในครั้งเดียว
have to, must, should มักถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า「ต้อง/ควร」เหมือนกัน จึงทำให้สับสนได้ง่ายที่สุด บทความนี้มีเคล็ดลับง่ายๆ มาช่วยคุณแยกแยะ: กฎระเบียบภายนอกใช้ have to, ตัวเราเองรู้สึกว่าจำเป็นใช้ must, และการให้คำแนะนำใช้ should นอกจากนี้ยังจะมาช่วยแก้ความเข้าใจผิดยอดฮิตระหว่าง mustn't กับ don't have to อีกด้วย
may หรือ might? เข้าใจความแตกต่างเรื่องการคาดเดาและการอนุญาตของสองคำนี้ในครั้งเดียว
may และ might ดูคล้ายกันมาก และความหมายก็มักจะทับซ้อนกัน จนทำให้ผู้เรียนหลายคนรู้สึกสับสนเมื่อต้องใช้งาน บทความนี้จะใช้สองเกณฑ์หลัก คือ "ระดับความเป็นไปได้" และ "ระดับความสุภาพเป็นทางการ" เพื่อช่วยคุณสร้างเซนส์ในการใช้ภาษา พร้อมเคล็ดลับการพิจารณาที่เข้าใจง่ายและประโยคตัวอย่างที่เจ้าของภาษาใช้จริง
can / could / can't: กริยาช่วย (modal verb) ตัวแรก คุยเรื่องความสามารถ การขออนุญาต และการขอร้องได้อย่างง่ายดาย
can, could, can't น่าจะเป็นกริยาช่วย (modal verbs) แรกๆ ที่คุณได้เรียนรู้ บทความนี้จะใช้เคล็ดลับการเลือก 1 ใน 3 ระหว่าง "ความสามารถ การขออนุญาต และการขอร้องอย่างสุภาพ" เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจได้ทันทีว่าควรใช้ตัวไหน พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ สองจุดอย่าง cans และ can to ที่ผู้พูดภาษาจีนมักทำผิดบ่อยที่สุด
เก่งประโยคคำสั่งได้ง่ายๆ: ออกคำสั่ง เชิญชวน เตือนสติ จบได้ในประโยคเดียว แค่เติม please ก็สุภาพไม่เสียมารยาท
ในภาษาอังกฤษ การบอกให้คนอื่นนั่งลง เตือนไม่ให้กังวล หรือชวนเพื่อนไปด้วยกัน ล้วนใช้ประโยคประเภทเดียวกัน นั่นคือ ประโยคคำสั่ง โครงสร้างของมันง่ายจนน่าเหลือเชื่อ แค่ขึ้นต้นด้วยคำกริยารูปปกติก็ใช้งานได้ทันที บทความนี้จะสอนคุณ 4 วิธีการใช้งาน ได้แก่ การขึ้นต้นด้วยคำกริยารูปปกติเพื่อออกคำสั่ง, ใช้ Don't เพื่อปฏิเสธหรือห้าม, เติม please เพื่อเพิ่มความสุภาพ และใช้ Let's เพื่อเสนอแนะและชักชวน พร้อมตัวอย่างที่ถูกและผิด และเคล็ดลับการวิเคราะห์ที่นำไปใช้ได้จริง
ถามคำถามภาษาอังกฤษอย่างไร? กฎหลักเพียงข้อเดียว "สลับตำแหน่งประธานและกริยาช่วย" ช่วยจัดการได้ทั้งคำถามแบบ Yes/No และ Wh-
การถามคำถามในภาษาจีนเพียงแค่เติมคำว่า "吗" ไว้ท้ายประโยค แต่ภาษาอังกฤษกลับต้องสลับลำดับคำทั้งหมด บทความนี้จะใช้กฎหลักเพียงข้อเดียวคือ "การสลับตำแหน่งประธานและกริยาช่วย" เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจการสร้างประโยคคำถามทั้งสองประเภทได้อย่างมั่นใจ ได้แก่ คำถามแบบ Yes/No (Do you…? / Are you…?) และคำถามแบบ Wh- (What do you…?) พร้อมทั้งแชร์วิธีตรวจเช็กใน 3 วินาที และข้อผิดพลาดที่คนพูดภาษาจีนมักจะตกม้าตายบ่อยที่สุด อ่านจบแล้วรับรองว่ากล้าเปิดปากถามแน่นอน
will, be going to, Present Continuous: 3 วิธีพูดถึงอนาคต เลือกอย่างไรไม่ให้พลาด
ภาษาไทยใช้คำว่า "จะ" เพียงคำเดียว แต่ภาษาอังกฤษกลับมีวิธีพูดถึง 3 แบบ บทความนี้จะใช้เคล็ดลับง่ายๆ ช่วยคุณแยกแยะความแตกต่างระหว่าง will, be going to และ Present Continuous: หากวางแผนไว้แล้วหรือเห็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนให้ใช้ be going to, หากเป็นการตัดสินใจ ณ ตอนนั้นทันทีหรือเป็นเพียงการคาดเดาให้ใช้ will, ส่วนการนัดหมายที่ตกลงกันแน่นอนแล้วให้ใช้ V-ing พร้อมตัวอย่างเปรียบเทียบที่ถูกต้องและผิด และหลักการตัดสินใจที่นำไปใช้ได้จริงทันที
Future Continuous Tense: This time tomorrow I'll be flying
หากต้องการสื่อความหมายว่า «เวลานี้ของวันพรุ่งนี้ฉันกำลังทำบางสิ่งอยู่» ในภาษาอังกฤษมีเทนส์เฉพาะอย่าง will be + V-ing บทความนี้จะใช้ประโยคตัวอย่างที่ระบุเวลาอย่างชัดเจนเพื่อช่วยให้คุณแยกแยะความแตกต่างระหว่างเทนส์นี้กับ will แบบทั่วไป พร้อมทั้งแจกเคล็ดลับการตัดสินใจง่ายๆ ในประโยคเดียว ให้คุณเลือกใช้เทนส์ได้ถูกต้องแม่นยำแบบไม่ต้องลังเลอีกต่อไป
boring หรือ bored? แยกแยะคำคุณศัพท์ -ed กับ -ing ได้ในพริบตา เลิกพูดว่า I'm boring ได้แล้ว
ผู้เรียนภาษาอังกฤษหลายคนอยากพูดว่า "ฉันเบื่อจัง" แต่กลับพูดว่า I'm boring (ซึ่งกลายเป็นความหมายว่า "ฉันเป็นคนน่าเบื่อ") จริงๆ แล้ว มีกฎง่ายๆ ข้อเดียวที่ช่วยให้คุณแยกแยะได้ในพริบตา: -ing ใช้บอกลักษณะของสิ่งต่างๆ ส่วน -ed ใช้บอกความรู้สึกของคน หลังจากอ่านบทความนี้จบ คุณจะรู้วิธีตัดสินใจง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณไม่มีวันใช้ผิดอีกต่อไป แถมยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเข้าใจคำอื่นๆ อย่าง interesting/interested และ tiring/tired ได้อีกด้วย
ทำความรู้จัก Relative Clause เบื้องต้น: วิธีรวมสองประโยคให้เป็นหนึ่งเดียวด้วย who, which, that
อยากรวมประโยค "ผู้ชายคนนั้นคือพี่ชายของฉัน" และ "ผู้ชายคนนั้นโทรมา" เข้าด้วยกันเป็นประโยคเดียว แต่ดันติดตรงที่ไม่รู้ว่าจะใช้ who หรือ which ดีใช่ไหม? บทความนี้จะใช้เคล็ดลับ "หาคำนามที่ประโยคนี้กำลังขยายให้เจอก่อน" เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจการใช้ who, which, that, where, whose และเชื่อมประโยคสั้นๆ ให้กลายเป็นประโยคยาวที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น
นับได้หรือนับไม่ได้? เข้าใจแนวคิดเรื่องจำนวนของคำนามภาษาอังกฤษได้ในครั้งเดียว
ภาษาจีนไม่มีการเปลี่ยนรูปเอกพจน์และพหูพจน์ ดังนั้นเรื่อง "คำนามนับได้/นับไม่ได้" ของภาษาอังกฤษจึงเป็นจุดที่ผู้เรียนที่ใช้ภาษาจีนมักจะติดขัดได้ง่าย บทความนี้จะใช้ 2 วิธีในการช่วยวิเคราะห์ พร้อมด้วยรายการข้อควรระวังที่พบบ่อย และสูตรสำเร็จของการ "บอกปริมาณ" เพื่อช่วยให้คุณสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ได้ในครั้งเดียว และเขียนคำแนะนำทุกข้อรวมถึงน้ำทุกแก้วได้อย่างถูกต้องนับจากนี้
both…and, either…or, neither…nor: เข้าใจกฎความสมมาตรของคำสันธานคู่ได้ในครั้งเดียว
จุดที่มักจะสับสนกันมากที่สุดเกี่ยวกับคำสันธานคู่คือ “ควรใช้คำกริยาเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์” บทความนี้จะใช้หลักความสมมาตร หลักการคล้อยตามประธานตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด และวิธีทดสอบที่จำง่าย เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและใช้งาน both…and, either…or, neither…nor ได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งเรียนรู้ not only…but also ในระดับ B2 ไปด้วยกัน
and, but, or, so: 4 คำเชื่อมเล็กๆ ที่ช่วยให้เชื่อมประโยคได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น
อยากรวมประโยคสั้นสองประโยคเข้าด้วยกันแต่กลับรู้สึกติดขัดบ่อยๆ ใช่ไหม? and, but, or, so เป็นคำเชื่อมที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ เมื่อเรียนรู้คำเหล่านี้แล้ว คุณจะสามารถพูดประโยคที่ยาวขึ้นและเป็นธรรมชาติมากขึ้นได้ บทความนี้จะใช้ประโยคตัวอย่างในชีวิตประจำวันเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจกลุ่มคำเชื่อม FANBOYS ทั้ง 7 และกฎการใช้เครื่องหมายจุลภาค (comma)
คู่มือ Comparative และ Superlative ฉบับสมบูรณ์: เมื่อไหร่เติม -er, -est เมื่อไหร่ใช้ more, most
อยากพูดว่า "สูงกว่า, ถูกที่สุด" แต่ไม่รู้ว่าต้องเติม -er, -est หรือใช้ more, most ใช่ไหม? บทความนี้จะใช้เคล็ดลับ "การนับพยางค์" พร้อมด้วยกฎการสะกดคำและการเปลี่ยนรูปนอกเหนือกฎเกณฑ์ ช่วยให้คุณเข้าใจขั้นกว่าและขั้นสุด (Comparative & Superlative) ได้อย่างเคลียร์ชัดในครั้งเดียว และสร้างประโยคภาษาอังกฤษที่เป็นธรรมชาติได้อย่างง่ายดาย
คำนำหน้านามภาษาอังกฤษ a / an / the: คำเล็กๆ ที่ไม่มีในภาษาไทย และมักถูกลืมบ่อยที่สุด
ภาษาไทยไม่มีคำนำหน้านาม คนไทยจึงมักจะลืมใส่ a / an / the ไปเลย บทความนี้จะใช้ประโยคตัวอย่างที่เข้าใจง่ายในระดับ A1–A2 เพื่อช่วยให้คุณแยกแยะ 3 กรณีหลักๆ ได้แก่ การใช้คำนำหน้านามแบบไม่ชี้เฉพาะ, แบบชี้เฉพาะ และการไม่ใช้คำนำหน้านาม พร้อมแจกเช็กลิสต์คำถามสำหรับถามตัวเองว่า 'ควรใช้ตัวไหนดี' อ่านจบแล้วนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องแน่นอน
quickly, carefully: อธิบายให้ชัดเจนว่า "ทำสิ่งต่างๆ อย่างไร" ด้วย adverb
อยากพูดว่า "เธอยิ้มอย่างมีความสุข" หรือ "ฉันวางลงอย่างระมัดระวัง" แต่กลับติดขัดที่เรื่อง adverb ใช่ไหม? บทความนี้จะใช้กฎการเติม -ly ที่จำง่ายที่สุด และเคล็ดลับเรื่องตำแหน่งของคำ พร้อมทั้งข้อยกเว้นพิเศษอย่าง good→well และ fast→fast ที่จะช่วยคุณเปลี่ยน adjective ให้เป็น adverb เพื่ออธิบายว่า "ทำอย่างไร" ได้อย่างเป็นธรรมชาติ อ่านจบแล้วนำไปใช้ได้ทันที แม้แต่ผู้เรียนระดับ A2 ก็เข้าใจได้ง่ายๆ
always, usually, sometimes: คำกริยาวิเศษณ์บอกความถี่ควรวางไว้ตำแหน่งไหนในประโยค?
usually ควรวางไว้หน้าคำกริยาหรือท้ายประโยค? บทความนี้ใช้กฎทองเพียงข้อเดียวคือ 'หน้าคำกริยาทั่วไป หลังคำกริยา be' เพื่อจัดการกับลำดับขั้นความถี่ตั้งแต่ always ไปจนถึง never ได้อย่างอยู่หมัด พร้อมแนะนำวิธีทดสอบและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ประกอบกับประโยคตัวอย่าง Present Simple เพื่อช่วยให้ผู้เรียนระดับ A1 พูดได้อย่างมั่นใจ