Past Perfect Tense ใช้ยังไง? เคล็ดลับเดียวเข้าใจ "เรื่องที่เกิดก่อนในอดีต" ได้ทันที
สมมติว่าคุณต้องการเล่าเรื่องราวว่า: "ตอนที่ฉันไปถึงสถานี รถไฟก็ออกไปแล้ว" ในที่นี้มีสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน (มีก่อนมีหลัง) หากคุณใช้ Past Simple Tense กับทั้งสองเหตุการณ์ ผู้ฟังอาจจะสับสนว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกันแน่ ภาษาอังกฤษจึงมี Tense เฉพาะเพื่อระบุ "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนในอดีต" นั่นก็คือ Past Perfect Tense
ไม่ต้องกังวล โครงสร้างของ Tense นี้ตายตัวมาก และมีกฎเหล็กเพียงข้อเดียวเท่านั้น หลังจากอ่านบทความนี้จบ คุณจะสามารถอธิบาย "เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนในอดีต" ได้อย่างง่ายดาย
โครงสร้างของ Past Perfect Tense
สูตรนั้นง่ายมาก: had + กริยาช่อง 3 (past participle)
ไม่ว่าประธานจะเป็น I, you, he, we หรือ they ก็ใช้ had เหมือนกันหมด ซึ่งจุดนี้ง่ายกว่า Present Perfect Tense (ที่ต้องแยกใช้ has / have) มากทีเดียว
- I had finished my homework. (ตอนนั้นฉันทำการบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว)
- She had left before I arrived. (เธอออกไปแล้วก่อนที่ฉันจะไปถึง)
- They had never seen snow. (พวกเขาไม่เคยเห็นหิมะมาก่อนเลย (จนถึงตอนนั้น))
Past Participle ก็คือกริยาช่องที่ 3 นั่นเอง สำหรับกริยาปกติ (regular verbs) ให้เติม -ed ได้เลย (finish → finished, work → worked) ส่วนกริยาไม่ปกติ (irregular verbs) ต้องอาศัยการท่องจำ (go → gone, see → seen, eat → eaten, write → written)
เคล็ดลับสำคัญ: เหตุการณ์ที่เกิดก่อนใช้ had + p.p.
เมื่อคุณพูดถึงสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต และต้องการสื่อว่า "เหตุการณ์ A เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ B" ให้จำกฎเหล็กข้อนี้ไว้เลย:
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน ให้ใช้ had + กริยาช่อง 3 ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทีหลัง ให้ใช้ Past Simple Tense ทั่วไป
มาดูตัวอย่างเปรียบเทียบกัน:
- After I had finished dinner, I left the house. (หลังจากที่ฉันทานมื้อเย็นเสร็จแล้ว ฉันก็ออกจากบ้าน)
"การทานมื้อเย็นเสร็จ" เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน จึงใช้ had finished ส่วน "การออกจากบ้าน" เป็นเหตุการณ์ที่เกิดตามมา จึงใช้ Past Simple ทั่วไป คือ left ทำให้เห็นลำดับก่อนหลังได้อย่างชัดเจน
มาดูอีกประโยคหนึ่ง:
- When we arrived at the cinema, the movie had already started. (ตอนที่เราไปถึงโรงภาพยนตร์ ภาพยนตร์ก็เริ่มฉายไปแล้ว)
"ภาพยนตร์เริ่มฉาย" เกิดขึ้นก่อน "พวกเราไปถึง" ดังนั้นฉากที่ภาพยนตร์เริ่มจึงใช้ had started ส่วนตอนที่เราไปถึงใช้ arrived
พูดอีกอย่างก็คือ หากเราวาดเส้นเวลา (timeline) เหตุการณ์ที่อยู่ซ้ายสุด (เกิดก่อนเพื่อน) จะต้องใส่หมวก had เสมอ
วิธีทดสอบ: ถามตัวเองว่า "เหตุการณ์ไหนเกิดก่อน"
ทุกครั้งที่ไม่แน่ใจว่าจะใช้ Past Perfect Tense ดีหรือไม่ ให้ลองทำแบบทดสอบง่าย ๆ นี้:
- ในประโยคมีสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตใช่หรือไม่?
- ทั้งสองเหตุการณ์มีลำดับก่อนหลังที่ชัดเจนหรือไม่?
- ถ้าใช่ เหตุการณ์ที่เกิดก่อน ให้ใช้ had + กริยาช่อง 3
หากมีเพียงเหตุการณ์เดียวในอดีต ก็ใช้ Past Simple Tense ทั่วไปได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้ Past Perfect Tense
- I ate breakfast this morning. ✓ (ฉันทานอาหารเช้าเมื่อเช้านี้)
ประโยคนี้มีแค่เหตุการณ์เดียว จึงใช้ Past Simple ทั่วไปก็พอ ไม่ต้องใช้ had
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและตัวอย่างที่ถูกต้อง
ข้อผิดพลาดที่ 1: ใช้ Past Perfect Tense กับทั้งสองเหตุการณ์
เฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดก่อนเท่านั้นที่ต้องใช้ had ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังให้ใช้ Past Simple ทั่วไปก็พอ
- After she had eaten, she watched TV. ✓ (หลังจากเธอทานอาหารเสร็จ เธอก็ดูลำโพง/ทีวี)
After she had eaten, she had watched TV.✗
ข้อผิดพลาดที่ 2: ใช้รูปกริยาช่อง 3 ผิด
หลัง had จะต้องตามด้วยกริยาช่อง 3 (Past Participle) เสมอ ไม่ใช่รูปปกติ (Infinitive) และไม่ใช่กริยาช่อง 2 (Past Simple)
- He had gone home. ✓ (เขากลับบ้านไปแล้ว)
He had went home.✗ (went เป็นกริยาช่อง 2 ไม่ใช่กริยาช่อง 3)
ข้อผิดพลาดที่ 3: ฝืนใช้ Past Perfect ทั้งที่ลำดับเวลาชัดเจนอยู่แล้ว
หากในประโยคมีคำอย่าง first, then, after that ที่บอกลำดับขั้นตอนอย่างชัดเจนอยู่แล้ว หลาย ๆ ครั้งการใช้ Past Simple ทั่วไปจะดูเป็นธรรมชาติมากกว่า โดยเฉพาะในภาษาพูด Past Perfect Tense จะมีประโยชน์ที่สุดเมื่อลำดับเหตุการณ์นั้น "ง่ายต่อการเข้าใจผิด"
- I woke up, brushed my teeth, and then had breakfast. ✓ (ฉันตื่นนอน แปรงฟัน แล้วก็ทานอาหารเช้า)
ลำดับการกระทำเหล่านี้ชัดเจนมาก จึงใช้เพียง Past Simple ทั่วไปก็พอ
รูปย่อของ had + p.p.: 'd
ในภาษาพูดและการเขียนแบบไม่เป็นทางการ had มักจะย่อเหลือเพียง 'd:
- I'd finished = I had finished
- She'd left = She had left
ข้อควรระวัง: 'd อาจเป็นรูปย่อของ would ได้เช่นกัน วิธีสังเกตคือให้ดูคำที่ตามหลังมา หากตามด้วยกริยาช่อง 3 (เช่น finished, left) จะหมายถึง had แต่หากตามด้วย**คำกริยารูปปกติ** (เช่น go, help) จะหมายถึง would
- I'd seen that movie before. (had: ฉันเคยดูภาพยนตร์เรื่องนั้นมาก่อนแล้ว)
- I'd love to help. (would: ฉันยินดีที่จะช่วยเหลืออย่างยิ่ง)
สรุปสั้น ๆ เพื่อนำไปใช้
Past Perfect Tense ทำหน้าที่เพียงอย่างเดียว นั่นคือ การทำเครื่องหมายให้กับเหตุการณ์ที่เกิดก่อน ในบรรดาเหตุการณ์ในอดีตสองเหตุการณ์
เมื่อคุณเจอ "สองเหตุการณ์ในอดีตที่มีลำดับก่อนหลัง" ให้เปลี่ยนเหตุการณ์ที่เกิดก่อนให้เป็น had + กริยาช่อง 3 กฎข้อเดียว จัดการง่าย ๆ แค่นี้เอง
ฝึกฝนอย่างไรบน Loopy
การทำความเข้าใจกฎไวยากรณ์เป็นเพียงก้าวแรก แต่การจะจดจำได้จริง ๆ นั้นต้องอาศัยการพบเจอมันซ้ำ ๆ ในประโยคจริง Loopy ได้นำ Past Perfect Tense เข้าไปใส่ไว้ในเรื่องราวและบทสนทนาในหลักสูตรแบบจัดระดับ เพื่อให้คุณรู้สึกถึงลำดับก่อนหลังของเหตุการณ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อได้ยินประโยคอย่าง After I had finished, I left. โดยไม่ต้องท่องจำสูตร
- โหมด Shadowing ช่วยให้คุณได้ฟัง พูด และเลียนเสียงประโยคจากเจ้าของภาษา ช่วยให้คุ้นชินกับการใช้ had + p.p. จนติดปาก รวมถึงได้ฝึกจังหวะการออกเสียงรูปย่ออย่าง 'd อีกด้วย
- เมื่อไม่แน่ใจว่ากริยาช่อง 3 ของคำนั้นสะกดอย่างไร (gone หรือ went?) ก็มีพจนานุกรมในตัวที่ค้นหาได้ทันที พร้อมตัวอย่างประโยคและการออกเสียงประกอบ
- รูปประโยคที่เรียนไปแล้วจะถูกจัดตารางทบทวนตาม**เส้นโค้งความจำ** โดยจะกลับมาให้เห็นอีกครั้งก่อนที่คุณจะลืม เพื่อช่วยให้การใช้ "had กับเหตุการณ์ที่เกิดก่อน" กลายเป็นสัญชาตญาณโดยไม่ต้องคิด
ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เมื่อต้องการเล่าเรื่องราวในอดีต ให้ถามตัวเองก่อนว่า "เหตุการณ์ไหนเกิดก่อน" แล้วคุณจะได้คำตอบที่ถูกต้องทันที