Past Simple: กริยาปกติเติม -ed, be verbs (was/were) และการจำ 11 กริยาอปกติ (Irregular Verbs) ที่ใช้บ่อยที่สุด
เมื่อเพื่อนถามว่าเมื่อวานคุณทำอะไรบ้าง และคุณอยากจะตอบว่า "ฉันไปดูหนังมา" แต่สมองกลับตื้อขึ้นมาเสียดื้อๆ: คำว่า go ต้องเปลี่ยนรูปยังไงนะ? เป็น goed หรือเปล่า? พอติดตรงนี้ บทสนทนาก็ไปต่อไม่ได้ทันที
ไม่ต้องกังวลไป เพราะนี่คืออุปสรรคที่คนเรียนภาษาอังกฤษเกือบทุกคนต้องเจอ Past Simple Tense หรืออดีตกาลธรรมดา ใช้สำหรับพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงแล้วในอดีต เช่น เมื่อวานนี้ สัปดาห์ที่แล้ว ปีนั้น หรือเมื่อนานมาแล้ว จริงๆ แล้วกฎของมันไม่ได้มีเยอะเลย จุดที่คนมักจะพลาดมีอยู่แค่สองเรื่องเท่านั้น คือ "จำกริยาอปกติ (Irregular Verbs) ไม่แม่น" และ "ลืมเปลี่ยนกริยากลับเป็นรูปเดิมเมื่อมี did" บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจทีละจุดอย่างมั่นใจ
กริยาปกติ (Regular Verbs): เติม -ed ได้เลย
กลุ่มที่ง่ายที่สุดคือ**คำกริยาปกติ (Regular Verbs)** ซึ่งรูปอดีตจะทำได้โดยการเติม -ed ไว้หลังคำกริยารูปปกติ โดยไม่ต้องคำนึงถึงประธาน เพราะทุกตัวใช้เหมือนกันหมด
- I worked late yesterday. (เมื่อวานฉันทำงานจนดึก)
- We played basketball last weekend. (พวกเราเล่นบาสเกตบอลกันเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว)
- She watched a movie last night. (เมื่อคืนนี้เธอได้ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง)
สังเกตว่าในสามประโยคข้างต้น ไม่ว่าประธานจะเป็น I, we หรือ she คำกริยาก็จะเป็น worked, played, watched เสมอ รูปอดีตจะไม่เปลี่ยนไปตามประธาน ซึ่งจุดนี้ง่ายกว่า Present Tense (ปัจจุบันกาล) เสียอีก เพราะ Present Tense ยังต้องเติม s สำหรับประธานที่เป็น he/she/it แต่ Past Tense ไม่ต้องเติม
กฎการสะกดคำ 3 ข้อในการเติม -ed
คำกริยาส่วนใหญ่สามารถเติม -ed ได้เลย แต่มี 3 กรณีที่ต้องปรับเปลี่ยนการสะกดคำเล็กน้อย จำคำศัพท์ตัวแทน 3 คำนี้ไว้ก็เพียงพอแล้ว:
- stop → stopped: ลงท้ายด้วยสระเสียงสั้น + พยัญชนะตัวเดียว ต้องเพิ่มพยัญชนะท้ายอีกหนึ่งตัวก่อนเติม -ed (เช่น plan → planned, shop → shopped)
- study → studied: ลงท้ายด้วยพยัญชนะ + y ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วค่อยเติม -ed (เช่น try → tried, carry → carried)
- like → liked: ลงท้ายด้วย e อยู่แล้ว ให้เติม d ได้เลย (เช่น live → lived, move → moved)
be 動詞:過去式用 was 和 were
Verb to be (am/is/are) มีความพิเศษตรงที่รูปอดีตจะไม่เติม -ed แต่จะเปลี่ยนเป็นสองคำนี้ โดยขึ้นอยู่กับประธาน:
-
was: ใช้กับ I, he, she, it
-
were: ใช้กับ you, we, they
-
I was tired after work. (หลังเลิกงานฉันเหนื่อยมาก)
-
He was at home all day. (เขาอยู่บ้านตลอดทั้งวัน)
-
They were very happy yesterday. (เมื่อวานนี้พวกเขามีความสุขมาก)
-
We were late for the meeting. (พวกเราไปประชุมสาย)
ข้อแนะนำเพิ่มเติม: ประโยคที่ใช้ Verb to be จะไม่มีการกระทำอื่นร่วมอยู่ด้วย แต่จะบอกถึง "สถานะ" (เช่น เหนื่อย, มีความสุข, อยู่บ้าน) หากในประโยคมีการกระทำจริงๆ (เช่น ไป, กิน, ดู) ห้ามใช้ was/were แต่ให้ใช้รูปอดีตของคำกริยาแสดงอาการนั้นๆ แทน
ประโยคปฏิเสธ: didn't + กริยารูปปกติ
หากต้องการบอกว่า "ไม่ได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง" ให้ใช้โครงสร้าง didn't (did not) + กริยารูปปกติ คีย์เวิร์ดสำคัญคือ: did ได้ทำหน้าที่แสดงความเป็น "อดีต" ไปแล้ว ดังนั้นคำกริยาหลักที่ตามหลังมาจึงต้องกลับมาเป็นรูปปกติ
- I didn't go to school yesterday. (เมื่อวานนี้ฉันไม่ได้ไปโรงเรียน)
- She didn't watch the movie. (เธอไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนั้น)
- They didn't eat breakfast this morning. (เมื่อเช้านี้พวกเขาไม่ได้กินมื้อเช้า)
สังเกตให้ดี: ต้องใช้ didn't go, ไม่ใช่ didn't went ✗; ต้องใช้ didn't eat, ไม่ใช่ didn't ate ✗ ข้อมูลที่แสดงความเป็นอดีตนั้นแสดงผ่าน didn't เพียงครั้งเดียวก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปคำกริยาซ้ำอีกรอบ
(สำหรับการปฏิเสธของ Verb to be จะแตกต่างออกไป โดยไม่ใช้ didn't แต่จะเติม not ต่อท้ายได้เลย เช่น I wasn't tired. (ฉันไม่เหนื่อย) / They weren't at home. (พวกเขาไม่ได้อยู่บ้าน))
ประโยคคำถาม: Did + ประธาน + กริยารูปปกติ
หากต้องการถามว่า "คุณได้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้หรือไม่" ให้ใช้โครงสร้าง Did + ประธาน + กริยารูปปกติ ด้วยเหตุผลเดียวกันคือ เมื่อ did ปรากฏขึ้นมาแล้ว คำกริยาหลักจะกลับไปเป็นรูปปกติทันที
- Did you go to the party? (คุณได้ไปงานปาร์ตี้ไหม?)
- Did she call you yesterday? (เมื่อวานเธอได้โทรหาคุณไหม?)
- Did they have lunch together? (พวกเขาได้กินมื้อกลางวันด้วยกันไหม?)
นี่คือจุดผิดพลาดยอดฮิตของผู้เรียนภาษาอังกฤษ: Did you went? ✗ → Did you go? ✓ จำภาพนี้ไว้ให้ขึ้นใจเลยว่า——เมื่อมี did/didn't คำกริยาจะต้องกลับเป็นรูปปกติเสมอ
ประโยคคำถามของ Verb to be ก็ไม่ใช้ did เช่นกัน เพียงแค่ย้าย was/were มาไว้ข้างหน้าประโยค: Were you at home? (คุณอยู่บ้านหรือเปล่า?) / Was he tired? (เขาเหนื่อยไหม?)
11 กริยาอปกติ (Irregular Verbs) ที่ใช้บ่อยที่สุด (ต้องจำให้แม่น)
คำกริยาที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษส่วนใหญ่กลับเป็นกริยาอปกติ (Irregular Verbs) ซึ่งในรูปอดีตจะไม่ได้เติม -ed แต่จะเปลี่ยนรูปคำไปเลย ทำให้ต้องจำทีละคำ แต่ข่าวดีก็คือ คำที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ มีอยู่แค่ไม่กี่คำนี้เท่านั้น หากจำคำเหล่านี้ได้แม่นยำ คุณก็จะสามารถสื่อสารในชีวิตประจำวันได้กว่าครึ่งแล้ว
- go → went (ไป): I went to the gym this morning. (เมื่อเช้านี้ฉันไปยิมมา)
- have → had (มี/กิน): We had a great time last night. (เมื่อคืนพวกเราสนุกกันมาก)
- see → saw (เห็น): I saw your sister at the store. (ฉันเห็นน้องสาวของคุณที่ร้าน)
- come → came (มา): She came home very late. (เธอกลับบ้านดึกมาก)
- say → said (พูด/บอก): He said he was busy. (เขาบอกว่าเขายุ่งอยู่)
- get → got (ได้รับ/ได้มา): I got a new phone last week. (ฉันได้โทรศัพท์เครื่องใหม่มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)
- make → made (ทำ): She made a delicious cake. (เธอทำเค้กแสนอร่อย)
- take → took (นำมา/โดยสาร): We took the bus to school. (พวกเรานั่งรถเมล์ไปโรงเรียน)
- do → did (ทำ): I did my homework after dinner. (ฉันทำการบ้านหลังมื้อค่ำ)
- eat → ate (กิน): They ate dinner at seven. (พวกเขากินมื้อค่ำตอนหนึ่งทุ่ม)
- give → gave (ให้): He gave me a birthday present. (เขาให้ของขวัญวันเกิดแก่ฉัน)
เคล็ดลับการจำ: ให้จัดกลุ่มคำละ 3 คำ แล้วลองออกเสียงซ้ำๆ ในรูปแบบประโยคเดียวกัน (เช่น I went, I had, I saw…) ฝึกพูดให้คล่องปาก เวลาจะใช้งานจริงจะได้ไม่ต้องเสียเวลาคิด
คำบอกเวลา (Signal Words): เจอคำเหล่านี้เมื่อไหร่ ให้ใช้ Past Tense ได้เลย
ในประโยคมักจะมีคำบอกเวลาซ่อนอยู่เสมอ เมื่อคุณเห็นคำเหล่านี้ ให้คิดถึง Past Tense ได้เลย:
- yesterday (เมื่อวาน): I called him yesterday. (ฉันโทรหาเขาเมื่อวานนี้)
- last + เวลา (สัปดาห์ที่แล้ว / เดือนที่แล้ว / ปีที่แล้ว): We met last week. (พวกเราเจอกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)
- เวลา + ago (เมื่อ... ที่แล้ว): She left two hours ago. (เธอออกไปเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว)
- in + ค.ศ. (ในปีนั้นๆ): They got married in 2020. (พวกเขาแต่งงานกันในปี 2020)
- when I was young (เมื่อตอนฉันยังเด็ก): I lived in Tainan when I was young. (ตอนเด็กๆ ฉันอาศัยอยู่ที่ไถหนาน)
จะแยกแยะกับ Present Perfect อย่างไร? ให้ดูว่ามีระบุเวลาที่แน่นอนหรือไม่
หลายคนมักจะลังเลระหว่าง Past Simple กับ Present Perfect Tense แต่จริงๆ แล้วมีวิธีตัดสินใจที่ง่ายมากๆ อยู่หนึ่งวิธี
เคล็ดลับการจำง่ายๆ: ลองถามตัวเองก่อนว่า ในประโยคมีคำบอกเวลาในอดีตที่ชัดเจนอย่าง yesterday, last week, ... ago, หรือ in 2020 หรือไม่?
- มีระบุเวลาในอดีตที่แน่นอน → ใช้ Past Simple: I saw him yesterday. (ฉันเจอเขาเมื่อวานนี้)
- ไม่ระบุเวลาที่แน่นอน แต่ส่งผลถึงปัจจุบัน → ใช้ Present Perfect: I have seen that movie. (ฉันเคยดูหนังเรื่องนั้นแล้ว)
เนื่องจาก Past Simple จะใช้พูดถึงเรื่องราวที่ "จบสิ้นลงไปแล้วในอดีต" โดยไม่มีความเชื่อมโยงกับปัจจุบัน ในขณะที่ Present Perfect นั้น ขาข้างหนึ่งยังคงเชื่อมโยงมาถึงปัจจุบัน หากคุณต้องการทำความเข้าใจเส้นแบ่งนี้เพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านบทความเรื่อง 〈Present Perfect Tense: have + กริยาช่อง 3〉 ต่อได้เลย การอ่านทั้งสองบทความคู่กันจะช่วยให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เติม -ed ให้กับกริยาอปกติโดยไม่เปลี่ยนรูป:
I goed home.✗ → I went home. ✓ (ฉันกลับบ้านแล้ว) เนื่องจากgoเป็นกริยาอปกติ รูปอดีตของมันคือwentและไม่มีคำว่า goed ในภาษาอังกฤษ - ลืมเปลี่ยนกริยากลับเป็นรูปปกติในประโยคคำถาม:
Did you went?✗ → Did you go? ✓ (คุณได้ไปไหม?) จำไว้ว่าเมื่อมี did คำกริยาต้องกลับเป็นรูปปกติเสมอ - ใช้ Verb to be ปนกับกริยาแสดงอาการ:
She was go to school.✗ ในหนึ่งประโยคไม่สามารถมีทั้ง was และกริยารูปปกติพร้อมกันได้ หากต้องการบอกว่า "เธอไปโรงเรียนมา" ให้ใช้ She went to school. ✓ แต่ถ้าต้องการบอกว่า "เธอกำลังเดินทางไปโรงเรียน (ในอดีต)" ให้ใช้ She was going to school. ✓ (Past Continuous Tense) ดังนั้นให้คิดก่อนว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่เรา "ทำแล้ว" หรือ "กำลังทำอยู่" แล้วค่อยเลือกใช้ให้ถูกต้อง - ทำเป็นรูปอดีตซ้ำซ้อนในประโยคปฏิเสธ:
I didn't ate.✗ → I didn't eat. ✓ (ฉันไม่ได้กิน) เนื่องจาก didn't ได้แสดงความเป็นอดีตไปแล้ว คำกริยา eat จึงต้องอยู่ในรูปปกติ
วิธีฝึกฝนกับ Loopy
เรื่องของ Tense นั้น หากจำเพียงแค่กฎไวยากรณ์ก็มักจะลืมทันทีหลังจากสอบเสร็จ วิธีที่จะช่วยให้จำได้แม่นยำจริงๆ คือการได้พบเจอมันซ้ำๆ ในประโยคที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน หลักสูตรการเรียนตามระดับของ Loopy จะหยิบยกเอา Past Simple Tense มาใส่ไว้ในบทสนทนาที่เหมาะสมกับระดับ A1–B1 เพื่อให้คุณได้ฝึกฟัง พูด และออกเสียงตามจากเจ้าของภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ เช่นการใช้ I went… หรือ Did you see… รวมถึงการฝึกออกเสียงกริยาอปกติอย่าง went, had, saw ให้คล่องปาก ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยังมีการจัดตารางทบทวนตามเส้นโค้งการลืม (Forgetting Curve) เพื่อช่วยกระตุ้นความจำทีละนิด จนทำให้กฎไวยากรณ์เหล่านี้กลายมาเป็นสัญชาตญาณของคุณเองในที่สุด
เมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่แน่ใจว่ากริยาตัวไหนเปลี่ยนรูปเป็นอย่างไรในอดีต คุณสามารถหยิบพจนานุกรมขึ้นมาเช็กกริยา 3 ช่องได้ทันที (เช่น go-went-gone, eat-ate-eaten...) และอย่าลืมฟังการออกเสียงแล้วฝึกพูดตามด้วยนะ ฝึกบ่อยๆ เข้าไว้ แล้วครั้งต่อไปที่เพื่อนถามว่า "เมื่อวานทำอะไรมาบ้าง" คุณจะสามารถตอบกลับได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย