วิธีใช้ Tag Question? กฎการสลับ "หน้าบอกเล่าหลังปฏิเสธ หน้าปฏิเสธหลังบอกเล่า" เข้าใจง่ายๆ กับ ..., isn't it?
เวลาพูดคุยแล้วอยากจะยืนยันว่าอีกฝ่ายคิดเหมือนเราไหม ในภาษาไทยนั้นง่ายมาก แค่เติมคำว่า "ใช่ไหม?" หรือ "ใช่ปะ?" ท้ายประโยค เช่น "วันนี้ร้อนเนอะ ใช่ไหม?". ในภาษาอังกฤษก็มีเครื่องมือแบบเดียวกันเป๊ะๆ เรียกว่า Tag Question(question tag) ซึ่งก็คือประโยคคำถามท้ายประโยคสั้นๆ อย่าง …, isn't it? หรือ …, do you? ที่ต่อท้ายประโยคนั่นเอง
ผู้เรียนหลายคนได้ยินแล้วปวดหัวทันที: ทำไมบางทีก็เป็น isn't, บางทีก็ don't, บางทีก็ didn't แล้วมันต้องเปลี่ยนตามอะไรกันแน่? ไม่ต้องกังวลไป เพราะเบื้องหลังจริงๆ แล้วมีเพียงกฎการสลับขั้วเพียงข้อเดียว บวกกับทักษะเล็กๆ ในการ "เลือกผู้ช่วยให้ถูกตัว" วันนี้เราจะมาอธิบายให้เคลียร์ในรอบเดียว และในตอนท้ายจะมีเคล็ดลับการใช้น้ำเสียงเพื่อแยกระหว่าง "การถามจริงๆ" กับ "แค่ต้องการการเห็นพ้อง" มาฝากกันด้วย
กฎหลัก: ประโยคข้างหน้าและข้างหลัง ขั้วต้องตรงข้ามกัน
กฎเหล็กข้อแรกของ Tag Question สรุปได้ในประโยคเดียวคือ: ถ้าประโยคข้างหน้าเป็นบอกเล่า ส่วนหางข้างหลังจะเป็นปฏิเสธ; ถ้าประโยคข้างหน้าเป็นปฏิเสธ ส่วนหางข้างหลังจะเป็นบอกเล่า หนึ่งบวกหนึ่งลบ สลับกันเสมอ
มาดูประโยคบอกเล่าคู่กับส่วนหางปฏิเสธก่อน:
It's hot today, isn't it? (วันนี้ร้อนเนอะ ใช่ไหม?)
ข้างหน้าเป็น It's(is,บอกเล่า) ข้างหลังจึงสลับเป็นปฏิเสธอย่าง isn't คราวนี้มาดูประโยคปฏิเสธคู่กับส่วนหางบอกเล่ากันบ้าง:
You don't like coffee, do you? (คุณไม่ชอบกาแฟใช่ไหม?)
ข้างหน้ามี don't(ปฏิเสธ) ข้างหลังจึงสลับเป็นบอกเล่าอย่าง do จำภาพนี้ไว้ให้ดี: ข้างหน้าและข้างหลังจะต้องตรงข้ามกันเสมอ เหมือนกับการส่องกระจกสะท้อนกลับ
- She is your sister, isn't she? (เธอเป็นน้องสาวของคุณใช่ไหม?)
- They aren't ready, are they? (พวกเขายังไม่พร้อมใช่ไหม?)
- He can swim, can't he? (เขาว่ายน้ำเป็นใช่ไหม?)
ขั้นตอนที่สอง: กริยาช่วยที่ส่วนหาง ต้องสอดคล้องกับประโยคข้างหน้า
หลังจากสลับขั้วตรงข้ามแล้ว เราต้องตัดสินใจว่าจะใช้คำไหนที่ส่วนหาง กฎก็คือ: ประโยคข้างหน้าใช้กริยาช่วยตัวไหน ข้างหลังก็นำตัวเดิมมาใช้ซ้ำ กริยาช่วยก็คือ Verb to be (is/are/was)、do/does/did、can/will/should ซึ่งเป็นคำประเภท「ผู้ช่วย」เหล่านี้นั่นเอง
กรณีที่ 1: ประโยคข้างหน้ามีกริยาช่วยอยู่แล้ว ให้ดึงมาใช้ได้เลย
- You can drive, can't you? (คุณขับรถเป็นใช่ไหม?)
- She will come, won't she? (เธอจะมาใช่ไหม?)
- They have left, haven't they? (พวกเขากลับไปแล้วใช่ไหม?)
กรณีที่ 2: ประโยคข้างหน้าเป็นคำกริยาทั่วไปและไม่มีกริยาช่วย ให้ดึง do/does/did มาช่วย
หากประโยคข้างหน้าเป็นคำกริยาทั่วไปอย่าง like, go, live ซึ่งตัวประโยคเองไม่มีกริยาช่วยสำเร็จรูปให้ใช้ ในกรณีนี้เราจะขอยืม do/does/did มาใช้ตาม Tense:
- You like tea, don't you? (คุณชอบดื่มชาใช่ไหม?)
- He works here, doesn't he? (เขาทำงานที่นี่ใช่ไหม?)
- They went home, didn't they? (พวกเขากลับบ้านไปแล้วใช่ไหม?)
วิธีเลือกใช้ do, does, did คืออะไร? เหมือนกับการสร้างประโยคคำถามทั่วไปเลย: does ใช้กับประธานเอกพจน์บุรุษที่ 3 ในรูปปัจจุบัน, did ใช้กับรูปอดีต, และ do ใช้กับรูปปัจจุบันอื่นๆ
นอกจากนี้ ประธานที่ส่วนหางจะต้องเปลี่ยนเป็นคำสรรพนามเสมอ: เช่น Tom is late, isn't he? จะไม่พูดว่า isn't Tom
วิธีเช็กใน 3 วินาที: ผ่าน 3 ด่านนี้ก่อนพูด
เวลาจะเติมส่วนหาง ให้สมองประมวลผล 3 ขั้นตอนนี้ตามลำดับ รับรองไม่มีพลาด:
- ด่านที่ 1: ประโยคข้างหน้าเป็นบอกเล่าหรือปฏิเสธ? หากเป็นบอกเล่าให้เตรียมส่วนหางที่เป็นปฏิเสธ หากเป็นปฏิเสธให้เตรียมส่วนหางที่เป็นบอกเล่า (ตรงข้ามกัน)
- ด่านที่ 2: ข้างหน้ามีกริยาช่วยไหม? ถ้ามี(is/can/have…) ให้นำตัวนั้นมาใช้ซ้ำที่ส่วนหางได้เลย
- ด่านที่ 3: ไม่มีกริยาช่วย แต่เป็นกริยาทั่วไปใช่ไหม? ถ้าใช่ ให้ยืม do/does/did ตาม Tense และเปลี่ยนประธานให้เป็นคำสรรพนาม
ลองมาไล่ตามขั้นตอนกับประโยค She doesn't eat meat, does she?: ข้างหน้าเป็นปฏิเสธ → ส่วนหางต้องเป็นบอกเล่า; ข้างหน้าพึ่ง doesn't → นำ does มาใช้ใหม่; เปลี่ยนประธานเป็น she เมื่อผ่านครบทั้ง 3 ด่าน ส่วนหางก็จะถูกต้องพอดี
3 จุดผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด
ข้อผิดพลาดที่ 1: ลืมสลับขั้ว เป็นบอกเล่าทั้งสองฝั่ง
ในภาษาไทย "คุณชอบกาแฟ ใช่ไหม?" ทั้งสองส่วนเป็นบอกเล่า หลายคนจึงแปลตรงตัว:
You like coffee, do you? ✗ → You like coffee, don't you? ✓ (คุณชอบกาแฟใช่ไหม?)
ข้างหน้าเป็นบอกเล่า ส่วนหางต้องสลับเป็นปฏิเสธเสมอ
ข้อผิดพลาดที่ 2: ใช้ do/does/did แต่ลืมดูว่าข้างหน้ามีกริยาช่วยอยู่แล้ว
ข้างหน้ามี Verb to be หรือ can อยู่ชัดๆ แต่กลับใส่ do ที่ส่วนหาง:
She is happy, doesn't she? ✗ → She is happy, isn't she? ✓ (เธอมีความสุขใช่ไหม?)
ข้างหน้าใช้ is ข้างหลังก็นำ is กลับมาใช้(เปลี่ยนเป็น isn't) ไม่จำเป็นต้องไปดึง do มาช่วย
ข้อผิดพลาดที่ 3: ลืมข้อยกเว้นของ I am
ส่วนหางปฏิเสธของ I am จะไม่ใช้ amn't แต่ตามหลักนิยมจะใช้ aren't I:
I'm right, amn't I? ✗ → I'm right, aren't I? ✓ (ฉันพูดถูกใช่ไหม?)
นี่คือข้อยกเว้นเพียงไม่กี่ข้อที่ต้องจำ จำครั้งเดียวก็พอแล้ว
เคล็ดลับเรื่องน้ำเสียง: เสียงสูงคือถามจริง เสียงต่ำคือขอความเห็นพ้อง
ประโยคเดียวกันอย่าง It's hot today, isn't it? ท้ายประโยคจะออกเสียงสูงขึ้นหรือต่ำลง ความหมายจริงๆ นั้นไม่เหมือนกัน นี่คือรายละเอียดที่เจ้าของภาษาใช้กันทุกวัน แต่ในตำรามักไม่ค่อยพูดถึง:
- ท้ายประโยคน้ำเสียงสูงขึ้น(↗):คุณกำลังถามจริงๆ เพราะไม่ค่อยแน่ใจในคำตอบ และอยากได้ยินคำตอบจากอีกฝ่าย You locked the door, didn't you? ↗ (คุณล็อกประตูแล้วใช่ไหม? ฉันไม่ค่อยแน่ใจเลย)
- ท้ายประโยคน้ำเสียงต่ำลง(↘):ในใจคุณมีคำตอบอยู่แล้ว แค่อยากให้อีกฝ่ายพยักหน้าเห็นด้วยเพื่อสร้างความเป็นกันเอง Nice weather, isn't it? ↘ (อากาศดีจังเลยเนอะ) ส่วนใหญ่แบบนี้จะเป็นการทักทายพูดคุยทั่วไป
จำง่ายๆ: ถ้าอยากรู้คำตอบจริงๆ ให้ใช้น้ำเสียงสูงขึ้น แต่ถ้าแค่อยากหาพวกพ้องให้เห็นด้วย ให้ใช้น้ำเสียงต่ำลง ครั้งต่อไปเวลาฟังบทสนทนาภาษาอังกฤษ ให้สังเกตดีๆ ว่าเสียงตอนท้ายนั้นขึ้นหรือลง แล้วคุณจะพบว่าเจตนาที่แท้จริงของอีกฝ่ายซ่อนอยู่ในน้ำเสียงเล็กๆ นั้นเอง
ฝึกฝนอย่างไรใน Loopy
ความยากของ Tag Question อยู่ที่จังหวะเวลาที่คุณอ้าปากพูด เพราะคุณต้องทำ 3 สิ่งในเวลาไม่กี่เสี้ยววินาที คือ "สลับขั้ว ดึงกริยาช่วยกลับมา และเปลี่ยนประธานเป็นสรรพนาม" ซึ่งสิ่งนี้ต้องอาศัยปฏิกิริยาตอบสนอง ไม่ใช่การคำนวณ Loopy ได้นำประโยคคำถามส่วนหางเหล่านี้ไปใส่ไว้ในบทสนทนาในสถานการณ์จริง เพื่อให้คุณได้ยินกับหูซ้ำๆ ว่าเจ้าของภาษาเติมส่วนหางเหล่านั้นอย่างเป็นธรรมชาติได้อย่างไร
- หลักสูตรแบ่งตามระดับ:มีการจัดสรรอย่างเป็นขั้นตอนตั้งแต่ระดับ A2 ถึง B1 โดยแยก Tag Question เข้าไปในประโยคที่คุณสามารถรับมือได้ เพื่อให้คุณฝึกฝนโครงสร้างทีละแบบจนชำนาญ โดยไม่รู้สึกหนักเกินไปในคราวเดียว
- การฟังและฝึกพูดตาม:ออกเสียงตามเจ้าของภาษาในประโยค It's hot today, isn't it? และใช้ปากของคุณจดจำจังหวะเสียงสูงหรือต่ำที่ส่วนหาง ซึ่งจะช่วยให้จำได้แม่นยำกว่าการท่องจำกฎเฉยๆ แถมยังได้ฝึกน้ำเสียงไปในตัวด้วย
- ทบทวนตามเส้นโค้งความจำ:กฎการสลับขั้ว "หน้าบอกเล่า หลังปฏิเสธ" ที่คุณเพิ่งเข้าใจในวันนี้ Loopy จะส่งประโยคตัวอย่างที่มี Tag Question กลับมาให้คุณทบทวนในตอนที่คุณกำลังจะลืมพอดี เพื่อช่วยให้การใช้ส่วนหางที่ถูกต้องค่อยๆ กลายเป็นปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติ
- พจนานุกรมในตัว:หากคุณเจอคำกริยาที่ไม่แน่ใจ สามารถค้นหารูปดั้งเดิม Tense และการออกเสียงได้ทันที ทำให้รู้ได้ทันทีว่าควรยืม do/does/did ตัวไหนมาใช้ที่ส่วนหาง
ไม่ต้องกลัวถ้าในช่วงแรกจะรู้สึกติดขัด ทุกครั้งที่คุณฝึกฝนคือโอกาสในการสร้างระบบตอบสนอง "สลับขั้ว" นี้ให้มั่นคงยิ่งขึ้น คุณทำได้แน่นอน!