กลับไปยังบล็อก

Passive Voice ง่ายนิดเดียว: be + Past Participle ควรใช้ตอนไหน?

Passive Voice เข้าใจง่ายสุดๆ: be + past participle ควรใช้เมื่อไหร่ดี?

เวลาอ่านพาดหัวข่าว คุณมักจะเห็นประโยคอย่าง The bridge was built in 1998. (สะพานนี้สร้างขึ้นในปี 1998) ซึ่งในประโยคไม่ได้ระบุว่า "ใครเป็นคนสร้างสะพานนี้" และเมื่ออ่านคู่มือสินค้า คุณก็จะได้เห็นประโยคอย่าง The cake is baked at 180°C. (เค้กถูกอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส) ประโยคเหล่านี้มีจุดร่วมเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ประธานของประโยคคือสิ่งทีได้รับผลกระทบจากการกระทำ ส่วนผู้กระทำจะถูกลดความสำคัญไปอยู่ข้างหลัง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Passive Voice

หลายคนรู้สึกว่า Passive Voice เป็นเรื่องยาก แต่จริงๆ แล้วมันมีสูตรตายตัวเพียงสูตรเดียวเท่านั้น วันนี้เราจะมาแยกโครงสร้างให้ดูกัน แล้วคุณจะพบว่ามันเข้าใจง่ายกว่าที่คิดเยอะเลย

Passive Voice คืออะไร

มาดูการเปรียบเทียบกันก่อน:

  • Active: Someone cleans the room every day. (มีคนทำความสะอาดห้องทุกวัน)
  • Passive: The room is cleaned every day. (ห้องได้รับการทำความสะอาดทุกวัน)

ประโยค Active จะเน้นว่า "ใครทำ" ส่วนประโยค Passive จะเน้นว่า "เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งนั้น" เมื่อคุณต้องการเน้นที่ผู้ถูกกระทำ (หรือสิ่งที่ได้รับผลกระทบ) ก็จะเลือกใช้ Passive Voice

สูตรหลักของ Passive Voice มีเพียงสูตรเดียวเท่านั้น:

be คำกริยา + กริยาช่อง 3 (past participle)

กริยาช่อง 3 (past participle) คือรูปกริยาช่องที่สามของคำกริยา คำกริยาปกติ (regular verbs) จะเติม -ed (cleancleaned) ส่วนคำกริยาอปกติ (irregular verbs) จะต้องใช้วิธีท่องจำเอา (buildbuilt, writewritten, eateaten) ทั้งนี้ คำกริยา be จะเปลี่ยนรูปไปตามกาล (tense) ในขณะที่กริยาช่อง 3 จะคงรูปเดิมเสมอ ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดเจนในหัวข้อถัดไป

3 ขั้นตอนในการเปลี่ยนจาก Active เป็น Passive

การเปลี่ยนประโยค Active เป็น Passive ให้จำ 3 ขั้นตอนนี้ไว้ให้ดี:

  • ขั้นตอนที่ 1: ย้าย "กรรม" ของประโยค Active มาไว้หน้าประโยคเพื่อเป็นประธานตัวใหม่
  • ขั้นตอนที่ 2: เปลี่ยนคำกริยาเป็น "be + กริยาช่อง 3" โดยที่คำกริยา be จะต้องผันตามกาล (tense) ของประโยคเดิม
  • ขั้นตอนที่ 3: หากต้องการระบุ "ผู้กระทำ" เดิมของประโยค ให้ย้ายไปไว้ท้ายประโยคและใส่ by ไว้ข้างหน้า

มาลองลงมือทำจริงกันสักตั้ง สมมติประโยค Active คือ The teacher praised Tom. (คุณครูชมเชย Tom)

  • ขั้นตอนที่ 1: ย้ายกรรม Tom มาไว้หน้าประโยค → Tom
  • ขั้นตอนที่ 2: เนื่องจาก praised เป็นรูปอดีต (past tense) ดังนั้น be จึงใช้ was และเปลี่ยนรูปกริยาเป็น was praisedTom was praised
  • ขั้นตอนที่ 3: ระบุผู้กระทำ → Tom was praised by the teacher. (Tom ได้รับคำชมจากคุณครู)

เรียบร้อย! ทำตาม 3 ขั้นตอนนี้ ประโยค Passive ก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว

ตารางเปรียบเทียบรูปประโยค Passive ในแต่ละ Tense

จุดที่ทำให้หลายคนสะดุดมากที่สุดสำหรับ Passive Voice ก็คือ "คำกริยา be มีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปตาม Tense ต่างๆ" แต่จริงๆ แล้วกฎเกณฑ์มันง่ายมาก: กริยาช่อง 3 จะคงรูปเดิมตลอดไป มีเพียงคำกริยา be เท่านั้นที่จะเปลี่ยนรูปไปตามกาล (tense)

ลองใช้คำกริยา make (makemade) มาดูตารางเปรียบเทียบกัน:

  • Present Simple: This bag is made in Japan. (กระเป๋าใบนี้ผลิตในประเทศญี่ปุ่น)
  • Past Simple: The bag was made last year. (กระเป๋าใบนี้ผลิตเมื่อปีที่แล้ว)
  • Future Simple: The bag will be made next month. (กระเป๋าใบนี้จะถูกผลิตในเดือนหน้า)
  • Present Continuous: The bag is being made now. (กระเป๋าใบนี้กำลังถูกผลิตอยู่ตอนนี้)
  • Present Perfect: The bag has been made already. (กระเป๋าใบนี้ถูกผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว)
  • Modal Verbs: The bag can be made quickly. (กระเป๋าใบนี้สามารถผลิตได้อย่างรวดเร็ว)

เห็นความสอดคล้องกันหรือยัง? ไม่ว่า Tense จะเปลี่ยนไปอย่างไร made จะอยู่ตำแหน่งท้ายสุดและไม่เปลี่ยนรูปเลย มีเพียงคำข้างหน้าที่เปลี่ยนจาก is, was, will be, is being, has been, can be ไปเรื่อยๆ ขอเพียงแค่คุณเข้าใจการผันคำกริยา be คุณก็เข้าใจเรื่อง Passive Voice ไปกว่าครึ่งแล้ว

มีข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมากในประโยค Passive รูป Continuous นั่นคือหลายคนมักจะลืมใส่ being:

  • The road is being repaired. ✓ (ถนนกำลังอยู่ในระหว่างซ่อมแซม การกระทำกำลังดำเนินอยู่)
  • The road is being repair. ✗ (คำว่า repair ไม่ได้เปลี่ยนเป็นกริยาช่อง 3 ซึ่งควรใช้ repaired)

หากต้องการแสดงความหมายว่า "กำลังถูกซ่อมแซม" หลังคำกริยา be จะต้องตามด้วย being แล้วจึงตามด้วยกริยาช่อง 3 อย่าง repaired ทั้ง 3 ส่วนนี้จะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่ได้เด็ดขาด

ควรใช้ Passive Voice เมื่อไหร่ดี

เมื่อเข้าใจสูตรแล้ว สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ "ควรนำไปใช้ในสถานการณ์ไหน" และนี่คือ 3 สถานการณ์ที่ใช้ Passive Voice แล้วจะดูเป็นธรรมชาติที่สุด

สถานการณ์ที่ 1: ผู้กระทำไม่สำคัญ คุณสนใจที่ผลลัพธ์มากกว่า โดยไม่ได้แคร์ว่าใครเป็นคนทำ

  • English is spoken here. (ที่นี่สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ) ใครเป็นคนพูดไม่สำคัญ ประเด็นสำคัญคือ "ที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษได้"

สถานการณ์ที่ 2: ไม่รู้ว่าผู้กระทำคือใคร หาตัวไม่เจอ หรือไม่มีความจำเป็นต้องระบุตัวตนของผู้กระทำ

  • My bike was stolen last night. (จักรยานของฉันถูกขโมยไปเมื่อคืนนี้) ขโมยคือใครกันนะ? เราไม่รู้ ดังนั้นจึงต้องใช้ประโยค Passive

สถานการณ์ที่ 3: ผู้กระทำมีความชัดเจนอยู่แล้ว พูดออกมาจะดูเยิ่นเย้อเกินไป เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าใครเป็นคนทำ

  • The thief was arrested. (หัวขโมยถูกจับกุมแล้ว) คนที่จับก็ต้องเป็นตำรวจอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องระบุเป็นพิเศษ

เคล็ดลับการพิจารณาง่ายๆ: ให้ถามตัวเองว่า "จุดสำคัญของประโยคนี้คือ 'ใครทำ' หรือ 'เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งนั้น'?" หากเน้นที่ "เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งนั้น" ให้เลือกใช้รูปประโยค Passive

สรุปแล้วต้องใส่ by ด้วยไหม

ผู้เรียนหลายคนมักสับสนว่าควรเขียน by ด้วยดีไหม แท้จริงแล้วกฎนั้นชัดเจนมาก: จะใส่ by ก็ต่อเมื่อคุณต้องการระบุชัดเจนว่า "ผู้กระทำคือใคร" และข้อมูลนั้นมีประโยชน์และสำคัญจริงเท่านั้น

กรณีที่ต้องใส่ by มักจะเป็นตอนที่ผู้กระทำมีความสำคัญหรือน่าสนใจ:

  • Hamlet was written by Shakespeare. (วรรณกรรมเรื่อง แฮมเล็ต ประพันธ์โดย เชกสเปียร์) ผู้แต่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องระบุไว้

กรณีที่สามารถละ by ได้ ก็คือ 3 สถานการณ์ข้างต้นที่กล่าวไป: ผู้กระทำไม่สำคัญ, ไม่รู้ว่าเป็นใคร หรือชัดเจนมากอยู่แล้ว

  • The window was broken. (หน้าต่างแตก) ใครเป็นคนทำแตกก็ไม่รู้ จึงละคำว่า by ไปได้เลย

วิธีทดสอบ: ลองปิดส่วนหลังคำว่า by แล้วอ่านประโยคใหม่อีกครั้ง หากใจความหลักของประโยคยังคงครบถ้วนสมบูรณ์และไม่รู้สึกว่าขาดอะไรไป ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย by นั้นก็สามารถตัดทิ้งได้เลย

วิธีฝึกฝนกับ Loopy

ความยากของ Passive Voice อยู่ที่ "การตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อเลือกใช้คำกริยา be ให้ถูกต้องกับ Tense ต่างๆ" ปฏิกิริยาตอบสนองนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนจากประโยคจริงจำนวนมาก Loopy จึงนำเอาโครงสร้าง Passive Voice เข้ามาบูรณาการไว้ในสถานการณ์จริง เช่น ข่าว คำอธิบาย และบทสนทนา เพื่อให้คุณได้พบกับโครงสร้างอย่าง was built, is being made, has been done ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเป็นธรรมชาติผ่านการฟัง พูด และอ่านตาม เพื่อฝึกฝนการเข้าคู่กันของกริยาช่อง 3 และกริยา be ให้กลายเป็นสัญชาตญาณของคุณ

เมื่อคุณเจอคำกริยาช่อง 3 อปกติที่ไม่คุ้นเคย คุณสามารถเปิดพจนานุกรมเพื่อตรวจสอบการผันกริยาทั้งสามช่องพร้อมการออกเสียงได้ทันที ส่วนโครงสร้างประโยคที่เคยเรียนไปแล้วจะถูกทบทวนผ่านระบบ**เส้นโค้งความจำ** ซึ่งจะปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในจังหวะที่คุณกำลังจะลืม เพื่อช่วยให้คุณจดจำได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ หลักสูตรแบ่งตามระดับ ตั้งแต่ A1 ถึง B2 จะค่อยๆ นำคุณฝึกฝนตั้งแต่รูป Passive ของ Present Simple ไต่ระดับไปจนถึงรูป Passive ของ Perfect และ Continuous เพื่อให้คุณก้าวได้อย่างมั่นคงในทุกขั้นตอน

หากคุณไม่แน่ใจว่าตนเองควรเริ่มต้นจากระดับใด ลองใช้เวลาสักสองสามนาทีเพื่อทำแบบทดสอบวัดระดับ แล้วปล่อยให้ Loopy ช่วยคุณค้นหาจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ