กลับไปยังบล็อก

Future Continuous Tense: This time tomorrow I'll be flying

Future Continuous Tense: This time tomorrow I'll be flying

ลองจินตนาการดูว่า ในเวลานี้ของวันพรุ่งนี้คุณกำลังนั่งอยู่บนเครื่องบิน และมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นทะเลหมอกหนาทึบ หากคุณอยากบอกเพื่อนว่า "เวลานี้ของวันพรุ่งนี้ ฉันกำลังบินอยู่" คุณจะพูดเป็นภาษาอังกฤษอย่างไร?

หลายคนอาจจะนึกถึงประโยคอย่าง I'll fly tomorrow. เป็นอันดับแรก แต่ประโยคนี้สื่อเพียงแค่ว่า "พรุ่งนี้ฉันจะบิน" (บอกว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น) ซึ่งยังไม่เห็นภาพว่า "กำลังดำเนินอยู่" ในภาษาอังกฤษมีแกรมมาร์เฉพาะที่ใช้จับภาพ "เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต" นั่นก็คือ Future Continuous Tense ซึ่งมีโครงสร้างคือ will be + V-ing เมื่อเรียนรู้เรื่องนี้แล้ว คุณจะสามารถอธิบายช่วงเวลาในอนาคตให้ออกมาเห็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจน

หน้าตาของ Future Continuous Tense เป็นอย่างไร

สูตรนั้นง่ายมาก แค่จำโครงสร้างนี้ไว้:

ประธาน + will be + คำกริยา-ing

ลองมาดูตัวอย่างประโยคเพื่อสัมผัสถึงความรู้สึก "กำลังดำเนินอยู่" กันดีกว่า:

  • This time tomorrow, I'll be flying to Tokyo. (เวลานี้ของวันพรุ่งนี้ ฉันกำลังบินไปโตเกียว)
  • At 8 p.m. tonight, she'll be having dinner with her family. (สองทุ่มคืนนี้ เธอกำลังทานอาหารเย็นกับครอบครัว)
  • Don't call me at three. I'll be taking a nap. (อย่าโทรหาฉันตอนบ่ายสามนะ ตอนนั้นฉันกำลังนอนกลางวันอยู่)

สังเกตว่าในแต่ละประโยคจะมีการระบุเวลาที่ชัดเจนเสมอ เช่น this time tomorrow, at 8 p.m., at three นี่คือคู่หูที่โปรดปรานที่สุดของ Future Continuous Tense เวลาที่ระบุเปรียบเสมือนเข็มที่ปักลงไปบนเส้นเวลาในอนาคต และการกระทำของคุณก็กำลังดำเนินอยู่ ณ วินาทีนั้นพอดี

แตกต่างจาก Simple Future (will) อย่างไร

นี่คือจุดที่หลายคนมักจะสับสน ลองมาดูการเปรียบเทียบเมื่อเราพูดถึงเหตุการณ์เดียวกันด้วยสอง Tense นี้ แล้วคุณจะเห็นความแตกต่างทันที:

  • I'll cook dinner at six. (ฉันจะทำอาหารเย็นตอนหกโมง) → เริ่มลงมือทำตอนหกโมง
  • I'll be cooking dinner at six. (ตอนหกโมงฉันกำลังทำอาหารเย็นอยู่) → ณ เวลาหกโมง หม้อตั้งอยู่บนเตาเรียบร้อยแล้ว

เห็นความแตกต่างหรือยัง?

  • Simple Future (will): เน้นว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้น มักหมายถึง "เพิ่งจะเริ่มทำ ณ เวลานั้น" หรือเป็นการตัดสินใจในขณะที่พูด
  • Future Continuous: เน้นว่า "ณ เวลานั้น การกระทำกำลังดำเนินอยู่ครึ่งๆ กลางๆ" ภาพที่เห็นจะมีความเคลื่อนไหว

ลองดูอีกหนึ่งคู่เปรียบเทียบเพื่อช่วยให้จำได้ง่ายขึ้น:

  • When you arrive, I'll start the meeting. (เมื่อคุณมาถึง ฉันจะเริ่มประชุม) → พอคุณมาถึง การประชุมถึงจะเริ่มขึ้น
  • When you arrive, I'll be running the meeting. (เมื่อคุณมาถึง ฉันคงกำลังนำการประชุมอยู่) → ตอนคุณมาถึง การประชุมได้ดำเนินไปก่อนหน้านั้นแล้ว

Simple Tense เปรียบเสมือนการ "กดปุ่มเริ่ม" ส่วน Future Continuous เปรียบเสมือน "ภาพกำลังเล่นอยู่แล้ว"

เคล็ดลับการตัดสินใจในประโยคเดียว

ลังเลเวลาต้องเลือก Tense ใช่ไหม? ลองถามตัวเองด้วยคำถามนี้:

"ณ ช่วงเวลานั้น การกระทำกำลัง 'ดำเนินอยู่ครึ่งๆ กลางๆ' หรือ 'เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น'?"

  • หากในหัวของคุณเห็นภาพเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ (เครื่องบินกำลังบิน, อาหารกำลังทำ, การประชุมกำลังดำเนินอยู่) ให้ใช้ Future Continuous
  • หากคุณต้องการสื่อแค่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ หรือจะเริ่มลงมือทำ ณ วินาทีนั้น ให้ใช้ Simple Future (will)

อีกหนึ่งวิธีทดสอบง่ายๆ คือ ในภาษาไทย การกระทำนี้สามารถเติมคำว่า "กำลัง...อยู่" เข้าไปได้อย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่?

  • "เวลานี้ของวันพรุ่งนี้ฉันกำลังบินอยู่" → สละสลวยและเข้าใจง่าย → I'll be flying.
  • "วันพรุ่งนี้ฉันจะจองตั๋วเครื่องบิน" → ถ้าใส่ "กำลัง...อยู่" จะฟังดูแปลกๆ → I'll book the ticket. ✓ (ใช้แค่ Simple Tense ก็พอ)

วิธีทดสอบนี้ใช้ได้ผลดีมาก แต่มีข้อยกเว้นที่ต้องระวังข้อหนึ่ง: คำกริยาที่แสดง "สถานะ" (เช่น รู้, ชอบ, มี) แม้ว่าในภาษาไทยใส่คำว่า "กำลัง" แล้วจะฟังดูแปลก แต่ในภาษาอังกฤษก็ยังคงใช้ Simple Tense ตามปกติ ซึ่งเราจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

2 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อแรก ลืม be โครงสร้างของ Future Continuous คือ will + be + V-ing ชิ้นส่วนทั้งสามนี้จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้:

  • I'll be working at nine.
  • I'll working at nine. ✗ (ลืม be)

ข้อที่สอง อย่าฝืนใช้คำกริยาแสดงสถานะ (Stative Verbs) ในรูป Continuous คำกริยาที่แสดง "สถานะ" เช่น know, like, want ปกติแล้วจะไม่ใช้ในรูป Continuous:

  • I'll know the answer by tomorrow.
  • I'll be knowing the answer by tomorrow.

วิธีพิจารณา: หากคำกริยานั้นอธิบายถึง "สถานะ" (เช่น รู้, ชอบ, มี) มันเป็นเรื่องยากที่จะเกิดอาการ "กำลังดำเนินอยู่" ในกรณีนี้ให้ใช้ Simple Tense ตามระเบียบ

อีกหนึ่งวิธีใช้ที่แสดงถึงความใส่ใจ

Future Continuous Tense ยังมีอีกหนึ่งวิธีใช้ที่เจ้าของภาษาใช้กันบ่อยๆ คือ การถามถึงแผนการของผู้อื่นอย่างสุภาพ มันจะฟังดูเหมือนเป็นการถามไถ่ทั่วไป ไม่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนโดนคาดคั้นหรือซักไซ้

  • Will you be using the car tonight? (คืนนี้คุณจะใช้รถหรือเปล่า?)
  • Will you be joining us for lunch? (คุณจะมาร่วมทานมื้อเที่ยงกับพวกเราไหม?)

การถามลักษณะนี้ช่วยให้คู่สนทนามีพื้นที่ในการตอบ น้ำเสียงมีความนุ่มนวล เจ้าของภาษานิยมใช้กันมากทั้งในที่ทำงานและในชีวิตประจำวัน หากเรียนรู้วิธีนี้ไว้ ภาษาอังกฤษของคุณจะดูเป็นธรรมชาติและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอีกระดับ

ฝึกฝนอย่างไรใน Loopy

การเข้าใจกฎแกรมมาร์เป็นเพียงก้าวแรก แต่การจะทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณอย่างแท้จริงนั้น ต้องอาศัยการได้พบเจอในประโยคจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ที่ Loopy คุณจะได้พบกับ Future Continuous Tense ซ้ำๆ ในสถานการณ์จริง:

  • บทเรียนจัดระดับ (Level-based courses) จะนำประโยคอย่าง I'll be flying หรือ She'll be having dinner เข้าไปอยู่ในบทสนทนาจริง ทำให้คุณได้เจอกับมันอย่างเป็นธรรมชาติผ่านหัวข้อในชีวิตจริง เช่น "แผนการเดินทางในวันพรุ่งนี้" หรือ "การวางแผนท่องเที่ยว" ฟังแล้วเข้าใจภาพเหตุการณ์ได้ทันที
  • การฝึกพูดและออกเสียงตาม (Shadowing) ช่วยให้คุณเลียนแบบน้ำเสียงของเจ้าของภาษา ฝึกออกเสียง will be + V-ing ให้คล่องปาก เพื่อที่ครั้งต่อไปเวลาจะพูดจะได้พูดออกมาได้ทันทีโดยไม่ติดขัด
  • การทบทวนตามเส้นโค้งความจำ (Spaced Repetition) จะคอยส่งประโยคโครงสร้างนี้กลับมาให้คุณทบทวนในจังหวะที่คุณกำลังจะลืมพอดี ช่วยให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่าง "will be" หรือ "ห้ามลืม be" ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในความทรงจำระยะยาวของคุณ
  • เมื่อพบกลุ่มคำอย่าง take a nap หรือ run the meeting คุณสามารถกดเปิดพจนานุกรมเพื่อเช็กการออกเสียงและดูตัวอย่างประโยคเพิ่มเติมได้อย่างง่ายดาย ยิ่งเช็กบ่อยยิ่งคุ้นเคย

คุณทำได้แน่นอน เริ่มต้นง่ายๆ จากประโยคนี้เลย: This time tomorrow, I'll be learning English on Loopy. (เวลานี้ของวันพรุ่งนี้ ฉันกำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่บน Loopy)