กลับไปยังบล็อก

have to、must、should: แยกความแตกต่างของ 3 คำที่แปลว่า「ต้อง/ควร」ในภาษาอังกฤษให้เข้าใจชัดเจนในครั้งเดียว

have to, must, should: เข้าใจความต่างของ 3 คำ "ต้อง/ควร" ในภาษาอังกฤษแบบเคลียร์ชัดในครั้งเดียว

คุณครูบอกว่า You should review every day. (คุณควรทบทวนทุกวัน) กฎของบริษัทบอกว่า I have to clock in by nine. (ฉันต้องตอกบัตรเข้างานก่อนเก้าโมง) ส่วนคุณคิดในใจว่า I must finish this tonight. (คืนนี้ฉันต้องทำสิ่งนี้ให้เสร็จให้ได้) — ทั้งสามประโยคนี้ต่างก็วนเวียนอยู่กับคำว่า "ต้อง" หรือ "ควร" จึงไม่แปลกที่พวกเรามักจะเลือกใช้คำผิดบ่อยๆ

ไม่ต้องกังวลไปครับ คำทั้งสามคำนี้จริงๆ แล้วมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ต่างกัน วันนี้เราจะมาใช้เทคนิคง่ายๆ ที่จำไปใช้ได้จริงเพื่อแยกแยะพวกมัน และในตอนท้าย เราจะมาเจาะลึกกับดักใหญ่ที่ผู้เรียนส่วนใหญ่มักจะตกหลุมพราง นั่นก็คือ mustn't และ don't have to ที่ดูคล้ายกัน แต่ความหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สรุปความแตกต่างของทั้งสามคำในประโยคเดียว

จำตารางเปรียบเทียบนี้ไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวเราจะค่อยๆ อธิบายรายละเอียดกัน:

  • have to: กฎเกณฑ์มาจากภายนอก (กฎหมาย, บริษัท, โรงเรียน, คนอื่น)
  • must: ความจำเป็นมาจากตัวผู้พูดเอง ที่รู้สึกว่าต้องทำสิ่งนั้นให้ได้
  • should: นี่คือคำแนะนำ ทำแล้วดีกว่า แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่เป็นไร

พูดอีกอย่างคือ แค่ถามตัวเองคำถามเดียว: "คำว่า 'ต้อง' นี้ ใครเป็นคนกำหนด?"

  • คนอื่นหรือกฎเกณฑ์กำหนด → have to
  • ตัวเราเองรู้สึกว่าสำคัญ → must
  • แค่รู้สึกว่าทำแบบนี้จะดีกว่า → should

have to: กฎเกณฑ์จากภายนอก

เมื่อคุณถูกกฎระเบียบ บางคน หรือสถานการณ์บางอย่าง "บังคับ" ให้ต้องทำบางสิ่ง ให้ใช้ have to จุดสำคัญคือแรงกดดันนี้มาจากปัจจัยภายนอกตัวคุณ

  • I have to wear a uniform at school. (ฉันต้องใส่เครื่องแบบที่โรงเรียน)
  • She has to work on Saturdays. (เธอต้องทำงานวันเสาร์)
  • We had to show our passports at the airport. (พวกเราต้องแสดงพาสปอร์ตที่สนามบิน)

สังเกตว่าประธานบุรุษที่สามต้องใช้ has to และรูปอดีตคือ had to ซึ่งจะผันตามรูปปกติเหมือนกริยาทั่วไป ต่างจาก must อย่างสิ้นเชิง (must จะไม่เปลี่ยนรูป และไม่มีรูปอดีต)

เทคนิคการสังเกต: หากในประโยคสามารถต่อท้ายด้วยคำว่า "เพราะมันเป็นกฎ" ได้ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ have to I have to renew my visa. (ฉันต้องไปต่ออายุวีซ่า) — เพราะกฎหมายกำหนดไว้แบบนั้น

must: ตัวผู้พูดรู้สึกว่าจำเป็นต้องทำ

must จะให้น้ำเสียงที่เป็นส่วนตัวและค่อนข้างหนักแน่น โดยหมายถึง "ฉัน (ผู้พูด) ตัดสินใจว่าเรื่องนี้ต้องทำอย่างยิ่งและเลี่ยงไม่ได้" มักใช้เมื่อคุณตั้งใจแน่วแน่ หรือเมื่อต้องการเตือนผู้อื่นอย่างจริงจัง

  • I must call my mom tonight. I miss her. (คืนนี้ฉันต้องโทรหาแม่ให้ได้ ฉันคิดถึงท่าน)
  • You must try this cake. It's amazing! (เธอต้องลองเค้กชิ้นนี้ให้ได้เลยนะ มันสุดยอดมาก!)
  • We must be more careful next time. (ครั้งหน้าพวกเราต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้)

พอจะมองเห็นภาพไหมครับ? คำว่า "ต้อง" เหล่านี้ไม่มีคนนอกมาคอยกำหนด แต่เป็นความรู้สึกที่มาจากใจของผู้พูดเอง

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม: ในภาษาพูดทั่วไป เจ้าของภาษามักจะใช้ have to มากกว่าในการแสดงความจำเป็นทั่วไป ส่วน must จะฟังดูมีน้ำเสียงที่หนักแน่นและเป็นทางการมากกว่า มักพบในข้อบังคับที่เป็นลายลักษณ์อักษร (เช่น Passengers must wear a seatbelt. ผู้โดยสารต้องคาดเข็มขัดนิรภัย) หรือใช้เพื่อแสดงความรู้สึกส่วนตัวที่แรงกล้า ในช่วงเริ่มต้นเรียนรู้ คุณแค่จับประเด็นสำคัญให้ได้ว่า "must = ตัวฉันเองรู้สึกว่าจำเป็นมาก" ก็เพียงพอแล้ว

should: คำแนะนำที่เป็นมิตร

should จะมีน้ำหนักเบาที่สุด เป็นการแนะนำในทำนอง "ทำแบบนี้จะดีกว่า" ทำแล้วถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ผิดกฎเกณฑ์อะไร เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ในการให้คำแนะนำ เตือนสติ หรือตักเตือนอย่างนุ่มนวล

  • You should drink more water. (คุณควรดื่มน้ำให้มากขึ้น)
  • We should leave early to avoid traffic. (พวกเราควรออกเดินทางแต่เช้าเพื่อหลีกเลี่ยงรถติด)
  • You shouldn't stay up so late. (คุณไม่ควรนอนดึกขนาดนี้)

ให้จินตนาการว่า should เหมือนเพื่อนที่เป็นห่วงคุณคอยให้คำแนะนำอยู่ข้างๆ ภาพจำนี้จะช่วยให้คุณจำน้ำเสียงของคำนี้ได้ดีขึ้น

มาเปรียบเทียบเพื่อสัมผัสถึงระดับความเข้มข้นของทั้งสามคำกัน:

  • You should see a doctor. (คุณควรไปหาหมอนะ) — เป็นการแนะนำ
  • You have to see a doctor; it's the company's rule. (คุณต้องไปหาหมอ เพราะเป็นกฎของบริษัท) — เป็นกฎข้อบังคับจากภายนอก
  • You must see a doctor right now! (คุณต้องไปหาหมอตอนนี้เลยนะ!) — ผู้พูดขอยืนยันอย่างหนักแน่น

กับดักใหญ่ที่พบบ่อย: mustn'tdon't have to

นี่คือจุดที่คนมักจะเข้าใจผิดกันบ่อยที่สุด และคุ้มค่าที่จะใช้เวลาสักสามนาทีเพื่อจำมัน ในภาษาไทยเรามักจะแปลทั้งสองคำนี้ในทำนองเดียวกันว่า "ไม่ต้อง" แต่ในภาษาอังกฤษ ความหมายนั้นต่างกันลิบลับ

  • mustn't = ข้อห้าม ห้ามทำโดยเด็ดขาด
  • don't have to = ไม่จำเป็นต้องทำ จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ไม่มีใครบังคับ

มาดูตัวอย่างให้ชัดเจนขึ้น:

  • You mustn't touch that. It's dangerous. (เธอห้ามจับสิ่งนั้นนะ มันอันตราย) — ข้อห้าม
  • You don't have to touch that. I'll do it. (เธอไม่จำเป็นต้องแตะมันหรอก เดี๋ยวฉันทำเอง) — ไม่จำเป็น แต่ถ้าอยากจะจับก็ทำได้

อีกหนึ่งคู่เปรียบเทียบ:

  • Students mustn't use phones during the exam. (นักเรียนห้ามใช้โทรศัพท์ระหว่างสอบ)
  • You don't have to bring lunch; the hotel provides it. (คุณไม่จำเป็นต้องนำมื้อกลางวันมาด้วย ทางโรงแรมมีจัดเตรียมไว้ให้แล้ว)

วิธีจำ: ให้คิดว่า mustn't คือป้าย "ห้าม" สีแดงบนกำแพง ส่วน don't have to คือไฟเขียว "เลือกได้ตามสบาย" คำหนึ่งเหมือนประตูล็อคไว้ อีกคำหนึ่งคือประตูเปิดอยู่แต่คุณไม่จำเป็นต้องเข้าไปก็ได้

ตัวอย่างการใช้งานที่ผิดบ่อยๆ:

  • เมื่อต้องการพูดว่า "คุณไม่จำเป็นต้องกังวล": You don't have to worry. ✓, You mustn't worry. ✗ (แบบหลังจะกลายเป็น "คุณห้ามกังวล")
  • เมื่อต้องการพูดว่า "พวกเราไม่จำเป็นต้องต่อคิว": We don't have to wait in line. ✓, We mustn't wait in line. ✗ (แบบหลังจะกลายเป็น "พวกเราห้ามต่อคิว")

ขั้นตอนเลือกคำภายใน 3 วินาที

ครั้งต่อไปที่คุณสับสน ให้ถามตัวเองตามลำดับดังนี้:

  • นี่เป็นกฎเกณฑ์หรือมีคนอื่นบังคับไหม? → have to
  • เป็นเพราะตัวฉันเองรู้สึกว่าต้องทำให้ได้ใช่ไหม? → must
  • เป็นแค่คำแนะนำที่รู้สึกว่าทำแบบนี้จะดีกว่าใช่ไหม? → should
  • ต้องการสื่อว่า "ห้ามทำ" ใช่ไหม? → mustn't
  • ต้องการสื่อว่า "ไม่จำเป็นต้องทำ" ใช่ไหม? → don't have to

ฝึกแต่งประโยคบ่อยๆ แล้วการวิเคราะห์นี้จะกลายเป็นสัญชาตญาณ คุณจะไม่ต้องหยุดคิดทุกครั้งเลย

ฝึกฝนอย่างไรใน Loopy

การดูแค่กฎเกณฑ์นั้นเข้าใจง่าย แต่หากต้องการใช้งานได้จริง คุณจำเป็นต้องพบเจอมันซ้ำๆ ในบทสนทนาจริง Loopy ได้นำ have to, must, should เข้าไปใส่ไว้ในบทเรียนที่แบ่งตามระดับซึ่งอิงกับชีวิตประจำวัน โดยปูพื้นฐานตั้งแต่ระดับ A1 ไปจนถึง B1 ระดับความยากจะเหมาะสมกับเลเวลปัจจุบันของคุณอย่างพอดิบพอดี ทำให้ไม่รู้สึกว่ายากเกินไปในทันที

  • การฟังและออกเสียงตาม: ฝึกออกเสียงตามเจ้าของภาษาในประโยคอย่าง You should drink more water. เพื่อซึมซับน้ำเสียงที่เป็นกันเองของ should ไปพร้อมๆ กัน
  • การทบทวนด้วยเส้นโค้งความจำ: ในตอนที่คุณเกือบจะลืมความแตกต่างระหว่าง mustn't และ don't have to ระบบจะส่งประโยคเหล่านั้นกลับมาให้คุณทบทวนในเวลาที่เหมาะสมพอดี ทำให้จดจำได้แม่นยำยิ่งขึ้น
  • พจนานุกรมคลิกเดียว: เมื่อเจอกับคำอย่าง must หรือ should เพียงแค่คลิกเดียวก็สามารถดูประโยคตัวอย่าง ฟังการออกเสียง และเช็กวิธีใช้งานได้ทันที

เมื่อสะสมไปทีละประโยค คำถามที่ว่า "คำว่าต้องนี้ใครเป็นคนกำหนด?" จะค่อยๆ กลายเป็นการประเมินที่คุณสามารถตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด คุณทำได้แน่นอน ค่อยๆ ฝึกฝนไปนะ