price, cost, fee หรือ fare? เลิกใช้คำว่า "เท่าไหร่" ในภาษาอังกฤษแบบผิดๆ เสียที
เวลาถามราคา ภาษาไทยจำง่ายมาก แค่พูดว่า "อันนี้เท่าไหร่?" ไม่ว่าจะซื้อกาแฟ จ่ายค่าเทอม หรือนั่งแท็กซี่ก็ใช้คำเดียวกันได้หมด แต่พอเป็นภาษาอังกฤษ คำว่า "เงิน/ราคา" เดียวกันนี้ จะถูกแบ่งออกเป็น 4 คำที่แตกต่างกัน: price, cost, fee และ fare แม้จะใช้ผิด ฝรั่งก็พอเข้าใจที่คุณพูด แต่เจ้าของภาษาฟังแล้วจะรู้ทันทีว่าคุณแปลตรงตัวมาจากภาษาไทย
ข่าวดีก็คือ ทั้ง 4 คำนี้มีขอบเขตการใช้งานที่ชัดเจน ขอแค่จำว่า "สถานการณ์ไหนควรใช้คำไหน" คุณก็จะแทบไม่พูดผิดอีกเลย เรามาลองดูประโยคที่ผู้เรียนมักจะพูดผิดบ่อยๆ กัน แล้วคุณจะพบว่ากฎเกณฑ์ของมันจับจุดได้ง่ายมาก
price: "ป้ายราคา" ที่ร้านค้าติดไว้
price คือราคาที่ผู้ขายตั้งขึ้นมา ตัวเลขที่ติดอยู่บนสินค้าหรือตั๋วต่างๆ นั่นแหละคือ price สิ่งไหนที่มองเห็นได้ มีป้ายติดไว้ ส่วนใหญ่จะใช้ price
The cost of this shirt is $20.✗- The price of this shirt is $20. ✓(เสื้อตัวนี้ราคา 20 ดอลลาร์)
หลายคนชอบเอาคำว่า cost ที่แปลว่า "ต้นทุน/ค่าใช้จ่าย" มาใช้พูดถึงป้ายราคาในร้านค้า ซึ่งเป็นการใช้สับสนที่เจอบ่อยที่สุด ลองนึกภาพตามง่ายๆ: price คือตัวเลขที่อยู่บนป้ายสินค้า
- What's the price of this phone? ✓(โทรศัพท์เครื่องนี้ราคาเท่าไหร่?)
- They lowered the price last week. ✓(พวกเขาลดราคาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)
คำปรากฏร่วม (Collocations) ที่เจอบ่อย: at a low price(ในราคาย่อมเยา), the full price(ราคาเต็ม/ราคาปกติ), on sale(กำลังลดราคา)
cost: เงินที่คุณ "จ่ายออกไป" จริงๆ
cost จะเน้นที่ตัวค่าใช้จ่ายเป็นหลัก และ cost มักจะใช้เป็นคำกริยา โดยมีจำนวนเงินหรือเหตุการณ์ตามหลังทันที ถ้าจะพูดว่า "ทำสิ่งนี้ต้องใช้เงินเท่าไหร่" การใช้ cost จะฟังดูเป็นธรรมชาติที่สุด
How much is the price of this repair?✗- How much does this repair cost? ✓(ค่าซ่อมนี้ราคาเท่าไหร่?)
ค่าบริการหรือค่ากระทำอย่างเช่น การซ่อมแซม การย้ายบ้าน หรือการจัดกิจกรรม สิ่งเหล่านี้ไม่มีป้ายราคาติดไว้ จึงต้องใช้ cost เทคนิคการสังเกต: ถ้าในประโยคมีคำว่า "ทำ...สิ่งนี้" แล้วต้องเสียเงิน ให้ใช้ cost
- How much does it cost to fix a phone screen? ✓(ซ่อมหน้าจอโทรศัพท์ราคาเท่าไหร่?)
- Living in Taipei costs a lot. ✓(ค่าครองชีพในไทเปสูงมาก)
อนึ่ง เมื่อ cost ทำหน้าที่เป็นคำนาม มักจะหมายถึงค่าใช้จ่ายโดยรวม: the cost of living(ค่าครองชีพ), at no extra cost(ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)
fee: "ค่าธรรมเนียม/ค่าบริการ" ที่องค์กรจัดเก็บ
fee คือค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องชำระให้แก่องค์กร ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ให้บริการ มักจะมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ค่าเล่าเรียน, ค่าสมัคร, ค่าธรรมเนียมการจัดการ, ค่าบริการทางการแพทย์ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น fee
I paid a high price for the tuition.✗- The tuition fee is high. ✓(ค่าเทอมแพงมาก)
ถ้าพูดค่าเทอมว่า price จะฟังดูเหมือนสินค้าที่วางขายในร้านค้า ซึ่งฟังดูแปลกๆ ตราบใดที่เป็น "ค่าใช้จ่ายที่มีชื่อเรียกเฉพาะ" มักจะเติม fee เสมอ
- Is there a registration fee? ✓(มีค่าสมัครไหม?)
- The bank charges a service fee. ✓(ธนาคารเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการบริการ)
- I paid a late fee for my library books. ✓(ฉันจ่ายค่าปรับคืนหนังสือห้องดนตรีเกินกำหนด)
วิธีจำ: หน้าคำว่า fee มักจะมี "ชื่อประเภท" กำกับอยู่เสมอ เช่น tuition fee, entrance fee, handling fee, cancellation fee เมื่อไหร่ที่เห็นคำว่า "ค่า..." ก็ให้นึกถึง fee ได้เลย
fare: "ค่าเดินทาง" สำหรับรถ ยานพาหนะ หรือเรือ
fare เจาะจงใช้กับค่าโดยสารของยานพาหนะเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่, รถบัส, รถไฟใต้ดิน, รถไฟ หรือเครื่องบิน ราคาต๋วทั้งหมดจะใช้ fare นี่คือคำที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษมักจะมองข้ามบ่อยที่สุด
What's the price for taking a taxi?✗- What's the taxi fare? ✓(ค่าแท็กซี่เท่าไหร่?)
เวลาเดินทางโดยยานพาหนะ อย่าใช้ price หรือ cost การใช้ fare จะเป็นธรรมชาติและถูกต้องที่สุด
- The bus fare went up this year. ✓(ค่ารถบัสขึ้นราคาปีนี้)
- How much is the train fare to Taichung? ✓(ค่ารถไฟไปไทเปราคาเท่าไหร่?)
- I don't have enough cash for the fare. ✓(ฉันมีเงินสดไม่พอจ่ายค่าโดยสาร)
ข้อควรจำเล็กๆ น้อยๆ: ตั๋วเครื่องบินมักจะเรียกว่า airfare(ค่าต๋วเครื่องบิน)ส่วนใบตั๋วที่อยู่ในมือเราจะเรียกว่า ticket
วิธีตัดสินใจใน 3 วินาที
ครั้งหน้าที่คุณสับสน ลองถามตัวเองตามลำดับนี้:
- กำลังพูดถึงการนั่งรถ, นั่งเรือ, หรือขึ้นเครื่องบินใช่ไหม? → ใช้ fare
- เป็นค่าธรรมเนียมที่องค์กรหรือผู้ให้บริการเรียกเก็บ (ค่าเทอม, ค่าธรรมเนียม) ใช่ไหม? → ใช้ fee
- เป็นป้ายราคาที่ร้านค้าติดไว้ใช่ไหม? → ใช้ price
- กำลังถามว่าทำสิ่งนี้ต้องเสียเงินเท่าไหร่ใช่ไหม? → ใช้ cost (มักใช้เป็นคำกริยา)
ลองทบทวน 4 ประโยคหลักนี้อีกครั้งเพื่อจำความรู้สึกในการใช้:
- The price of this shirt is $20. ✓(ป้ายราคา, price)
- How much does this repair cost? ✓(ค่าใช้จ่ายในการทำ, cost)
- The tuition fee is high. ✓(ค่าธรรมเนียม, fee)
- What's the taxi fare? ✓(ค่าโดยสาร, fare)
ฝึกฝนอย่างไรใน Loopy
การท่องจำกฎอย่างเดียวอาจทำให้ลืมได้ง่าย วิธีที่จะจำได้จริงคือการเจอคำเหล่านี้ซ้ำๆ ในบริบทจริง Loopy ได้นำคำที่สับสนง่ายอย่าง price, cost, fee และ fare เข้าไปไว้ในบทสนทนาในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการเช็คเอาต์ช้อปปิ้ง การสมัครคอร์สเรียน หรือการถามทางขณะเดินทาง เพื่อให้คุณได้ซึมซับการใช้งานที่ถูกต้องผ่านการฟัง การพูด และการ shadowing จนคุ้นเคยไปเอง
- คอร์สเรียนแบ่งตามระดับ: จัดลำดับตั้งแต่ A1 ถึง B1 คุณจะได้เห็นการใช้งานของทั้ง 4 คำนี้ในบทสนทนาที่ใกล้ตัว ซึมซับวิธีใช้ได้ในครั้งเดียว
- ทบทวนตามเส้นโค้งการลืม: คำที่คุณเพิ่งแยกแยะได้ในวันนี้ Loopy จะส่งกลับมาให้คุณทบทวนอีกครั้งในจังหวะที่คุณกำลังจะลืม เพื่อเปลี่ยนให้ "ป้ายราคาใช้ price, ค่าเดินทางใช้ fare" กลายเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของคุณ
- ฝึกฟังและพูดตาม (Shadowing): ออกเสียงตามเจ้าของภาษา เช่น What's the taxi fare?, How much does this repair cost? ฝึกประโยคที่ถูกต้องจนคล่องปาก เวลาพูดจริงจะได้พูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- พจนานุกรมในตัว: เมื่อเจอคำที่ไม่มั่นใจ สามารถค้นหาคำปรากฏร่วมและประโยคตัวอย่างได้ทันที ดูว่าเจ้าของภาษาใช้อย่างไร คลายข้อสงสัยได้ทันทีในขณะนั้น
เป็นเรื่องปกติที่จะสับสน เพราะในภาษาไทยเราใช้คำว่า "เงิน" หรือ "ราคา" รวมกันไปหมด ค่อยๆ ฝึกไป แล้วคุณจะพบว่าทั้ง 4 คำนี้มีตำแหน่งหน้าที่ของมันชัดเจน และไม่ได้ยากอย่างที่คิด มาลองทดสอบระดับภาษาอังกฤษของคุณตอนนี้ แล้วให้ Loopy ช่วยคุณเริ่มต้นจากจุดที่เหมาะสมที่สุดกันเลย