กลับไปยังบล็อก

เปิดไฟปิดไฟอย่าพูดว่า open/close!turn on / turn off ถึงจะเป๊ะแบบเจ้าของภาษา

เปิดไฟปิดไฟ อย่าพูดว่า open/close! ต้องใช้ turn on / turn off ถึงจะเป๊ะ

"ช่วยเปิดไฟหน่อย" "ปิดแอร์ให้ที" — สองประโยคนี้คุณพูดเป็นภาษาไทยได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด แต่พอเป็นภาษาอังกฤษ หลายคนมักจะแปลตรงตัวเลยว่าเป็น Open the light หรือ Close the air conditioner แม้จะฟังดูคุ้นหูเรา แต่เจ้าของภาษาฟังแล้วอาจจะงงไปสักพัก

ปัญหามันอยู่ตรงไหน? ในภาษาไทยเราใช้คำว่า "เปิด" และ "ปิด" แค่สองคำก็จัดการได้กับทุกสิ่งอย่าง แต่ในภาษาอังกฤษจะเปลี่ยนคำตามสิ่งที่ใช้ นี่เป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดที่เกิดจากอิทธิพลของภาษาแม่ที่พบบ่อยที่สุด แทบทุกคนเคยทำผิดมาก่อน ข่าวดีก็คือ กฎนั้นง่ายมาก อ่านบทความนี้จบแล้วคุณจะไม่พลาดอีกต่อไป

จำกฎหลักข้อนี้ให้ขึ้นใจ

การ "เปิด/ปิด" ในภาษาอังกฤษ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ตามสิ่งที่เราต้องการจะเปิดปิด ดังนี้:

  • เครื่องใช้ไฟฟ้า, แหล่งจ่ายไฟ (มีแสงสว่าง, ทำงานได้, ต้องเสียบปลั๊ก) → turn on / turn off
  • ประตู, หน้าต่าง, ฝา, ลิ้นชัก (ใช้มือผลักเปิดหรือดึงปิด) → open / close
  • สถานะการเปิดบริการของร้านค้าopen / closed

พูดอีกอย่างก็คือ ในภาษาไทย "เปิดทีวี" กับ "เปิดหน้าต่าง" ใช้คำว่า "เปิด" เหมือนกัน แต่ในภาษาอังกฤษเป็นคำกริยาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จำความแตกต่างนี้ไว้ในใจก่อน แล้วเรามาดูรายละเอียดกันทีละข้อ

✗ ภาษาอังกฤษแบบแปลตรงตัว → ✓ วิธีพูดที่เป็นธรรมชาติ: หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า

กลุ่มนี้เป็นจุดที่คนไทยมักจะทำผิดกันบ่อยที่สุด ขอแค่เป็นสิ่งที่ต้องเสียบปลั๊ก มีไฟสว่าง หรือมีเสียงดังขึ้นมา ให้ใช้ turn on / turn off เสมอ:

  • Open the light. ✗ → Turn on the light. ✓ (เปิดไฟ)
  • Close the light. ✗ → Turn off the light. ✓ (ปิดไฟ)
  • Open the TV. ✗ → Turn on the TV. ✓ (เปิดทีวี)
  • Close the air conditioner. ✗ → Turn off the air conditioner. ✓ (ปิดแอร์)
  • Please close the fan. ✗ → Please turn off the fan. ✓ (กรุณาปิดพัดลม)
  • Open the computer. ✗ → Turn on the computer. ✓ (เปิดคอมพิวเตอร์)

ลองมาดูในประโยคที่สมบูรณ์เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น:

  • It's getting dark. Can you turn on the light? (เริ่มมืดแล้ว ช่วยเปิดไฟให้หน่อยได้ไหม?)
  • I always turn off the air conditioner before I leave. (ฉันมักจะปิดแอร์ก่อนออกไปข้างนอกเสมอ)
  • Don't forget to turn off the TV before you go to bed. (อย่าลืมปิดทีวีก่อนเข้านอนนะ)

✓ ประตูหน้าต่างเท่านั้นที่ใช้ open / close

แล้วจะใช้ open และ close ตอนไหน? คำตอบคือ สิ่งของที่ "สามารถใช้มือผลักเปิดหรือดึงปิดได้" เช่น ประตู, หน้าต่าง, ฝาปิด, ลิ้นชัก, หนังสือ สิ่งเหล่านี้ใช้ open / close ได้เลย:

  • It's hot in here. Please open the window. (ในนี้ร้อนจัง ช่วยเปิดหน้าต่างหน่อยนะ)
  • Could you close the door? It's noisy outside. (ช่วยปิดประตูให้หน่อยได้ไหม? ข้างนอกเสียงดังมาก)
  • She opened the box and found a gift inside. (เธอเปิดกล่องและพบของขวัญอยู่ข้างใน)

ลองเปรียบเทียบกันดูจะเห็นได้ชัดเจน: ไฟเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องใช้ turn on the light ส่วนหน้าต่างใช้มือเปิด ต้องใช้ open the window ถึงแม้ว่าในภาษาไทยจะใช้คำว่า "เปิด" เหมือนกัน แต่ในภาษาอังกฤษแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน

✓ ร้านค้าเปิดทำการ: open / closed

อีกสถานการณ์หนึ่งในชีวิตประจำวันคือ การถามว่าร้านค้า "เปิดหรือยัง หรือว่าปิดแล้ว" ในกรณีนี้เราจะใช้คำคุณศัพท์ open / closed เพื่ออธิบายสถานะ:

  • The coffee shop is open until 10 p.m. (ร้านกาแฟนี้เปิดให้บริการจนถึงสี่ทุ่ม)
  • Sorry, we're closed today. (ขออภัย วันนี้เราปิดทำการ)
  • Is the bank open on Saturdays? (ธนาคารเปิดวันเสาร์ไหม?)

สังเกตว่า "เปิดทำการอยู่" จะใช้ open ส่วน "ปิดทำการ" จะใช้ closed (เติม d เพราะเป็นการอธิบายสถานะ "ที่ถูกปิดลง") ซึ่งอาจจะมีหน้าตาคล้ายกับคำกริยา close ที่ใช้กับประตูหน้าต่าง แต่มีวิธีใช้ต่างกัน เมื่อคุณเห็นป้าย We're closed ก็จะรู้ทันทีว่า "วันนี้ร้านปิดทำการ"

วิธีการตัดสินใจง่ายๆ ให้จำแม่น

ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าควรใช้คำไหน ให้ถามตัวเองด้วยประโยคนี้:

สิ่งนี้เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ "เสียบปลั๊ก มีไฟสว่าง หรือทำงานเคลื่อนไหวได้" ใช่ไหม? ถ้าใช่ → turn on / turn off หรือเป็นประตูหน้าต่างที่ "ใช้มือผลักเปิดหรือดึงปิด" ใช่ไหม? ถ้าใช่ → open / close

พัดลมสามารถหมุนได้และต้องเสียบปลั๊ก ดังนั้นต้องใช้ turn off the fan ส่วนหน้าต่างต้องใช้มือผลักเปิด ดังนั้นจึงเป็น open the window ลองจินตนาการภาพเหล่านี้ไว้ในหัว รับรองว่าคุณจะแทบไม่มีทางเลือกผิดเลย

เรียนรู้เพิ่มอีกสองกลุ่มคำที่ใช้บ่อย

หลังจากเลิกนิสัยการใช้ open/close แบบผิดๆ แล้ว ลองมาเรียนรู้เพิ่มเติมอีกสองกลุ่มคำนี้ เพื่อให้คุณพูดถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าได้เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น:

  • switch on / switch off: แทบจะเหมือนกับ turn on / turn off ทุกประการ สามารถใช้แทนกันได้ Please switch off the lights when you leave. (กรุณาปิดไฟตอนที่คุณจะออกไป)
  • turn up / turn down: ปรับเพิ่ม, ปรับลด (ระดับเสียง, อุณหภูมิ, ความสว่าง) Can you turn up the volume? I can't hear it. (ช่วยเร่งเสียงหน่อยได้ไหม? ฉันไม่ได้ยินเลย) It's too hot. Let's turn down the heater. (ร้อนเกินไปแล้ว ลดอุณหภูมิเครื่องทำความร้อนลงหน่อยเถอะ)

เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถพูดขั้นตอนการทำกิจกรรมเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ทั้ง "เปิด, ปิด, เร่ง, เบา" เป็นภาษาอังกฤษได้แล้ว

อย่าลืม: คำสรรพนามต้องอยู่ตรงกลาง

turn on / turn off เป็น**คำกริยาวลีแบบแยกได้** เมื่อกรรมเปลี่ยนเป็นคำสรรพนาม เช่น it หรือ them จะต้องใส่ไว้ตรงกลางระหว่างคำทั้งสองเสมอ:

  • Turn it on. ✓, Turn on it. ✗ (เปิดมัน)
  • Turn them off. ✓, Turn off them. ✗ (ปิดมัน)

หากกรรมเป็นคำนาม จะสามารถใส่ได้ทั้งสองแบบ (turn on the lightturn the light on) แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นคำสรรพนาม จะต้องไว้ตรงกลางเท่านั้น หากจำกฎเล็กๆ ข้อนี้ไว้ ประโยคของคุณจะฟังดูเป็นธรรมชาติเหมือนเจ้าของภาษาขึ้นมาทันที

ฝึกฝนอย่างไรใน Loopy

การรู้กฎกับการนำไปใช้งานจริงได้นั้น ยังมีระยะห่างตรงที่ต้อง "เจอมันบ่อยๆ" Loopy นำเอาประโยคประเภท turn on the light, open the window, turn off the air conditioner เหล่านี้เข้ามาไว้ในบทสนทนาชีวิตจริงและสถานการณ์จำลองการฟัง เพื่อช่วยให้คุณคุ้นเคยกับคำศัพท์เหล่านี้ผ่านการฟัง การพูด และการฝึกออกเสียงตาม (shadowing) อย่างเป็นธรรมชาติครั้งแล้วครั้งเล่า และยังใช้เส้นโค้งการเรียนรู้ที่จะคอยย้ำเตือนให้คุณทบทวนในตอนที่คุณใกล้จะลืม หากพบคำศัพท์ที่ไม่มั่นใจ คุณสามารถคลิกเปิดพจนานุกรมเพื่อดูตัวอย่างประโยคและวิธีการใช้ turn on หรือ switch off ได้ทันที

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมื่อเห็นไฟ ทีวี แอร์ ให้เปลี่ยนมาคิดในใจเป็น turn on / turn off ส่วนเวลามองเห็นประตูและหน้าต่าง ค่อยนึกถึง open / close ฝึกฝนบ่อยๆ แล้วความแตกต่างเหล่านี้จะกลายเป็นสัญชาตญาณของคุณเอง