กลับไปยังบล็อก

Phrasal Verbs พื้นฐาน: 30 คำที่ใช้บ่อยที่สุดในระดับ A1–A2 ดูประโยคตัวอย่างแล้วใช้ได้ทันที

กริยาวลีพื้นฐาน: 30 Phrasal Verbs ที่ใช้บ่อยที่สุดในระดับ A1–A2

เมื่อลองตั้งใจฟังบทสนทนาภาษาอังกฤษ คุณจะพบว่าเจ้าของภาษาน้อยครั้งมากที่จะพูดว่า enter แต่มักจะพูดว่า come in และแทบจะไม่ใช้คำว่า extinguish แต่จะพูดว่า turn off แทน คำเหล่านี้ที่ประกอบด้วย "คำกริยา + คำเสริม (คำบุพบทหรือคำวิเศษณ์)" ก็คือ กริยาวลี (phrasal verbs) ซึ่งเป็นกลุ่มคำที่ปรากฏบ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษพูด

การฝึกฝน phrasal verbs พื้นฐานให้คล่องแคล่ว จะช่วยให้ภาษาอังกฤษของคุณดูเป็นธรรมชาติและเข้าใจง่ายขึ้นทันที บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกกลุ่มคำที่ใช้บ่อยที่สุดในระดับ A1–A2 ผ่านประโยคตัวอย่างที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน

Phrasal Verbs คืออะไร

Phrasal verbs ประกอบด้วยคำกริยาหนึ่งตัว รวมกับคำเสริม (particle) อีกหนึ่งหรือสองตัว ซึ่งความหมายโดยรวมมักจะแตกต่างจากความหมายเดิมของคำเดี่ยวๆ อย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น turn แปลว่า "หมุน" และ on แปลว่า "บน" แต่ความหมายของ turn on คือ "เปิด (เครื่องใช้ไฟฟ้า)":

  • I need to turn on the TV to watch the news. (ฉันต้องเปิดโทรทัศน์เพื่อดูข่าว)

และเนื่องจากความหมายไม่สามารถแปลตรงตัวจากคำศัพท์แยกกันได้ วิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ phrasal verbs คือการจำและเรียนรู้ไปพร้อมกันทั้งกลุ่มคำ และการจับคู่กับประโยคตัวอย่างก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

กิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน

Phrasal verbs ที่มีความถี่ในการใช้งานสูงสุด มักจะซ่อนอยู่ในกิจวัตรประจำวันของคุณ:

  • get up (ตื่นนอน/ลุกจากเตียง), wake up (ลืมตาตื่น)
  • stand up (ยืนขึ้น), sit down (นั่งลง), lie down (นอนลง)
  • put on (สวมใส่), take off (ถอดออก)
  • turn on / turn off (เปิด / ปิด เครื่องใช้ไฟฟ้า)

ประโยคตัวอย่าง:

  • Please sit down, the movie will start soon. (กรุณานั่งลง ภาพยนตร์กำลังจะเริ่มฉายแล้ว)
  • She needs to put on her hat because it is cold. (อากาศหนาวแล้ว เธอจึงต้องสวมหมวก)
  • It's late now, so please turn off the TV and go to bed. (ดึกมากแล้ว กรุณาปิดโทรทัศน์แล้วไปนอนได้แล้ว)

การออกจากบ้าน การเดินทาง และการรอคอย

  • get on / get off (ขึ้นรถ / ลงรถ)
  • go out (ออกไปข้างนอก), come back / go back (กลับมา / กลับไป)
  • set off (ออกเดินทาง), hurry up (รีบหน่อย)
  • wait for (รอคอย), look for (ตามหา)

ประโยคตัวอย่าง:

  • We need to get off the bus at the next stop. (พวกเราต้องลงจากรถบัสที่ป้ายหน้า)
  • They set off on their trip to the mountains yesterday morning. (พวกเขาออกเดินทางไปเที่ยวภูเขาเมื่อเช้าวานนี้)
  • I will wait for you at the bus stop after school. (หลังเลิกเรียนฉันจะรอคุณที่ป้ายรถเมล์)

การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในชีวิตประจำวัน

  • look after (ดูแล), pick up (หยิบขึ้นมา, ไปรับ)
  • call back / write back (โทรกลับ / เขียนตอบกลับ)
  • get along (เข้ากันได้ดี), hang out (ไปเที่ยวเล่น/ใช้เวลาร่วมกัน)
  • give up (ยอมแพ้/เลิก), find out (ค้นพบ/หาคำตอบ)

ประโยคตัวอย่าง:

  • I hope my new roommate and I will get along. (ฉันหวังว่าฉันและรูมเมทคนใหม่จะเข้ากันได้ดี)
  • I will call you back later this afternoon. (บ่ายนี้ฉันจะโทรกลับหาคุณอีกครั้งนะ)
  • She decided to give up smoking last year. (เธอตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่เมื่อปีที่แล้ว)

แบบแยกได้และแยกไม่ได้: ควรวางกรรมไว้ตรงไหน?

สำหรับ transitive phrasal verbs (กริยาวลีที่ต้องการกรรม) บางครั้งกรรมจะถูกวางไว้ท้ายสุด และบางครั้งก็สามารถใส่ไว้ตรงกลางได้ ซึ่งนี่เป็นจุดที่หลายคนปวดหัวที่สุด (ส่วน intransitive phrasal verbs ที่ไม่ต้องการกรรมอย่าง get up, sit down, grow up นั้นไม่มีกรรมมารบกวน สามารถใช้ทั้งกลุ่มคำได้เลยโดยไม่ต้องกังวล)

ก่อนอื่น มาแก้ไขความเข้าใจผิดที่เกือบทุกคนเคยมีกันก่อน:

คำเล็กๆ เหล่านั้น (on, off, up, after...) ไม่มีบทบาทที่ตายตัว คำเดียวกันนี้อาจเป็น "คำบุพบท" (preposition) หรืออาจเป็น "คำเสริมประเภทคำวิเศษณ์" (adverb particle) ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหน้าที่ของมันในกลุ่มคำนั้น การแยกแยะสองบทบาทนี้จะช่วยให้คุณจับทิศทางได้ว่าคำไหนแยกได้หรือแยกไม่ได้

  • คำวิเศษณ์เติมท้าย (Adverb Particle): จะอยู่ติดกับคำกริยา และ เปลี่ยนความหมายของคำกริยา โดยคำนามที่ตามหลังมาคือ "กรรมของคำกริยา" เช่น on ในคำว่า turn on เปลี่ยน turn จาก "หมุน" ให้กลายเป็น "เปิด" คำประเภทนี้ส่วนใหญ่จะแยกได้: turn on the radioturn the radio on
  • คำบุพบท (Preposition): จะ ต้องมีคำนามตามหลังเพื่อทำหน้าที่เป็นกรรมของมันเองเสมอ โดยคำนามนี้จะเป็นของคำบุพบทนั้นๆ เช่น look after the baby คำว่า after จะเกาะติดกับ the baby คำประเภทนี้มักจะแยกไม่ได้: look the baby after

หลายคนคิดว่า on, off, up, after สามารถเป็นได้แค่คำบุพบทเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำเหล่านี้มักจะทำหน้าที่ได้หลายอย่าง หากลองเปิดพจนานุกรมดู จะพบว่า after ถูกระบุว่าเป็นทั้ง "คำบุพบท / คำเชื่อม / คำวิเศษณ์" เคล็ดลับในการพิจารณานั้นง่ายมาก: ให้ดูว่ามันเชื่อมต่อกับอะไรและทำหน้าที่อะไรในกลุ่มคำนั้น คุณก็จะรู้ทันทีว่าเป็นประเภทใด

หากไม่แน่ใจ การใช้วิธีทดสอบสองข้อนี้จะเร็วที่สุด:

การทดสอบที่ 1: สามารถย้ายคำนามได้หรือไม่? หากย้ายกรรมไปไว้หน้าคำเติมท้ายได้ → เป็นคำเสริมประเภทคำวิเศษณ์ (แยกได้): look up the wordlook the word up ✓; หากย้ายไม่ได้ → เป็นคำบุพบท (แยกไม่ได้): look after the baby ✓, look the baby after

การทดสอบที่ 2: ควรวางคำสรรพนามไว้ที่ไหน? (แม่นยำที่สุด) หากเปลี่ยนกรรมเป็นคำสรรพนาม เช่น it หรือ them: สำหรับแบบที่แยกได้ คำสรรพนาม ต้อง อยู่ตรงกลางเสมอ (turn it on ✓, turn on it ✗); สำหรับแบบที่แยกไม่ได้ คำสรรพนามจะอยู่ข้างหลัง (look after it ✓)

สิ่งที่ต้องเตือนคือ กฎเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางที่น่าเชื่อถือ แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะใช้ได้กับทุกคำ — phrasal verbs บางคำยังคงต้องอาศัยการใช้งานบ่อยๆ เพื่อค่อยๆ จดจำ วิธีตรวจสอบที่ง่ายที่สุดคือการดูวิธีที่พจนานุกรมทำเครื่องหมายไว้: หากแยกได้จะเขียนเป็น turn sth on, take sth back (มีกรรม sth อยู่ตรงกลาง) หากแยกไม่ได้จะเขียนเป็น look after sb, run into sb (มีกรรมอยู่ด้านหลัง) เมื่อเข้าใจเครื่องหมายเหล่านี้แล้ว เมื่อเจอคำที่ไม่แน่ใจก็ไม่จำเป็นต้องเดาอีกต่อไป

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • วางคำสรรพนามผิดตำแหน่ง: turn on it ต้องเปลี่ยนเป็น turn it on
  • ลืมคำเติมท้าย: get off the bus หากขาด off ไป ความหมายจะเปลี่ยนไปทันที
  • พยายามใช้คำศัพท์ที่หรูหราเกินไป: ในงานเขียนหรือการสอบ เราอาจจำเป็นต้องใช้คำอย่าง extinguish หรือ ascend แต่ในบทสนทนาประจำวัน การใช้ turn off หรือ go up จะดูเป็นธรรมชาติและเป็นสากลมากกว่า

วิธีฝึกฝนใน Loopy

Loopy ได้รวบรวม phrasal verbs เหล่านี้ไว้ในประโยคจริงและสถานการณ์การฟังต่างๆ เพื่อให้คุณได้พบเจอกับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านการฟัง การพูด และการฝึกอ่านออกเสียงตาม (shadowing) จากนั้นจะจัดตารางการทบทวนตามเส้นโค้งการลืม (forgetting curve) การให้ phrasal verbs แต่ละคำซึมซับเข้าสู่สัญชาตญาณของคุณผ่านประโยคตัวอย่างทีละประโยค จะช่วยให้คุณจำได้แม่นยำและใช้งานได้ลื่นไหลกว่าการท่องจำจากรายการคำศัพท์ธรรมดาๆ มาก

ลองเริ่มต้นจาก phrasal verbs ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันตามรายการด้านบนนี้ ดูประโยคตัวอย่าง ฝึกออกเสียงตาม และนำไปใช้ในการสนทนาครั้งต่อไปของคุณได้เลย