กลับไปยังบล็อก

วิธีฝึกเขียนตามคำบอก: ฟังทีละประโยค สะกดทีละประโยค ฝึกทั้งการฟังและการสะกดคำไปพร้อมกัน

วิธีใช้การฝึกเขียนตามคำบอก: ฟังประโยคแล้วสะกดตาม ฝึกทั้งการฟังและการสะกดคำไปด้วยกัน

หลายคนเคยเจอความหงุดหงิดใจแบบนี้เวลาฝึกภาษาอังกฤษ: ทั้งที่จำคำศัพท์ในรายการคำศัพท์ได้หมดทุกคำ แต่พอมาอยู่ในประโยคแล้วให้ฟัง กลับจับใจความไม่ได้เลย หรือพออุตส่าห์ฟังออกแล้ว พอจะลงมือเขียนก็ดันมาติดเรื่องการสะกดคำ—ตกหล่นไปตัวอักษรหนึ่งบ้าง สับสนสระบ้าง หรือลืมตัวสะกดท้ายคำบ้าง

จริงๆ แล้วนี่คือทักษะสองอย่างที่แตกต่างกัน "ฟังเข้าใจ" คือการทดสอบว่าหูของคุณสามารถแยกแยะเสียงออกเป็นคำที่ถูกต้องได้หรือไม่ ส่วน "สะกดได้" คือการทดสอบว่าสมองของคุณจำการสะกดคำนั้นได้แม่นยำพอหรือยัง หากฝึกเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งก็จะไม่ถูกพัฒนาขึ้นมาเลย คุณค่าของการฝึกเขียนตามคำบอก (dictation) คือการบังคับให้ทักษะทั้งสองอย่างนี้ทำงานพร้อมกันและตรวจสอบแยกกัน

ทำไมต้องแยกฝึก "การฟังจับใจความ" และ "การสะกดคำ" ออกจากกัน

โดยทั่วไป ข้อสอบการฟังมักจะถามแค่ว่า "คุณฟังเข้าใจไหม" ซึ่งคุณสามารถเดาได้จากตัวเลือก ส่วนข้อสอบคำศัพท์ก็ถามแค่ว่า "คุณสะกดถูกไหม" ซึ่งโจทย์ก็เขียนอยู่ตรงหน้าแล้ว การฝึกทั้งสองแบบนี้ต่างมองข้ามขั้นตอนที่ยากที่สุดในสถานการณ์จริงไป นั่นคือ การสร้างประโยคทั้งหมดขึ้นมาใหม่โดยไม่มีคำใบ้ มีเพียงแค่เสียงเท่านั้น

การฝึกเขียนตามคำบอกคือสิ่งที่จะเข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ เมื่อคุณต้องสะกดประโยคที่ได้ยินทีละคำ หูและมือของคุณจะเผยจุดอ่อนออกมาพร้อมกัน—คุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตัวเอง "ฟังไม่ออก" หรือว่า "ฟังออกแต่สะกดผิด" เมื่อรู้ว่าติดขัดตรงไหน คุณถึงจะรู้ว่าขั้นตอนต่อไปต้องแก้ไขอะไร

วิธีฝึกใน Loopy: โหมดเขียนตามคำบอก

โหมดเขียนตามคำบอก ของ Loopy ถูกออกแบบมาตามหลักการนี้เลย ระบบสามารถเล่นเสียงทุกประโยคในบทเรียนให้คุณฟัง แล้วให้คุณสะกดตาม จากนั้นระบบจะเปรียบเทียบและชี้ให้เห็นทันทีว่าคุณเขียนผิดตรงไหน โดยมีขั้นตอนการใช้งานง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน:

  1. เลือกความยาก: การเขียนตามคำบอกแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับเริ่มต้น, ระดับกลาง, ระดับสูง, และระดับผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งระดับสูงขึ้น คำใบ้ก็จะยิ่งน้อยลงและจับใจความได้ยากขึ้น—ระดับเริ่มต้นจะช่วยซัพพอร์ตมากกว่าและเล่นเสียงช้าลงเล็กน้อย ส่วนระดับผู้เชี่ยวชาญจะมีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วเสียงธรรมชาติและแทบไม่มีคำใบ้เลย ในตอนเริ่มต้นอย่าเพิ่งฝืนตัวเอง ให้เริ่มจากระดับความยากที่คุณสามารถรับมือไหว
  2. ฟัง แล้วพิมพ์: กดปุ่มเล่นเพื่อฟังประโยค สามารถฟังซ้ำได้ วิธีการพิมพ์มี สองวิธี—พิมพ์โดยตรงด้วยคีย์บอร์ด หรือใช้การเลือกตัวอักษร: คลิกเลือกทีละตัวอักษร ซึ่งระบบจะยอมรับเฉพาะตัวอักษรที่สะกดถูกต้องเท่านั้น ช่วยบังคับให้คุณเขียนได้ถูกต้องในขณะที่ยังจำตัวสะกดไม่แม่นยำ การใช้คีย์บอร์ดเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการท้าทายตัวเอง ส่วนการเลือกตัวอักษรเหมาะสำหรับการฝึกจดจำการสะกดคำที่ถูกต้องให้คุ้นมือเสียก่อน
  3. ดูฟีดแบ็กและแก้ไข: หลังจากเขียนเสร็จแล้ว จะมีแผงฟีดแบ็กแสดงขึ้นมาเพื่อ ระบุทีละคำว่าคำไหนที่สะกดผิด หรือเสียงไหนที่คุณฟังไม่ทัน อย่าเพิ่งรีบข้ามไปประโยคถัดไป—ย้อนกลับไปฟังคำนั้นอีกรอบ แล้วลองสะกดใหม่อีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้เรียนรู้ประโยคนั้นอย่างแท้จริงแล้ว

คุณสามารถพัฒนาฝีมือไต่ขึ้นไปตามระดับความยากทั้งสี่ระดับได้: สำหรับประโยคชุดเดียวกัน เริ่มแรกให้ใช้ระดับเริ่มต้นร่วมกับการเลือกตัวอักษรเพื่อช่วยให้สะกดคำได้แม่นยำขึ้น จากนั้นสลับไปใช้ระดับสูงและพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ดโดยไม่ต้องดูคำใบ้ และสุดท้ายคือท้าทายตัวเองด้วยระดับผู้เชี่ยวชาญที่มีความเร็วเสียงเป็นธรรมชาติ ทุกระดับที่คุณก้าวข้ามไป คือการบังคับให้ตัวเองพึ่งพาคำใบ้น้อยลงเรื่อยๆ

สรุป

การเขียนตามคำบอกคือการฝึกทั้งทักษะ "การฟังเข้าใจ" และ "การสะกดคำได้" ซึ่งมักจะถูกแยกออกจากกันในการทดสอบทั่วไป เมื่อนำทั้งสองทักษะนี้มาตรวจสอบพร้อมกันในประโยคเดียว จุดอ่อนของคุณจะไม่มีที่ให้ซ่อนอีกต่อไป จำจังหวะนี้ไว้ให้ดี: เลือกความยากในระดับที่รับไหว สะกดประโยคกลับคืนมาด้วยคีย์บอร์ดหรือการเลือกตัวอักษร แล้วแก้ไขทีละคำตามฟีดแบ็กที่ได้รับ เริ่มต้นจากระดับเริ่มต้น ค่อยๆ พัฒนาขึ้นไปทีละประโยค แล้วคุณจะพบว่าหูของคุณฟังได้แม่นยำขึ้น และมือของคุณก็สะกดคำได้มั่นใจขึ้นด้วย

เลือกบทเรียนที่คุณชอบ เปิดโหมดเขียนตามคำบอก แล้วเริ่มลองสะกดดูสักประโยคเลยดีกว่า